บรูไนกับยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมทางทะเล ศตวรรษที่ 21 ของจีน

ในวาระ 25 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างบรูไนและจีนในปี 2559 ทั้ง 2 ประเทศ
ได้ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้แนบแน่นมากยิ่งขึ้น บรูไนกลายเป็นประเทศที่ถูกเชื่อมโยงเข้าสู่กรอบการบูรณาการทางเศรษฐกิจภายใต้เส้นทางสายไหมทางทะเลศตวรรษที่ 21 (21st Century Maritime Silk Road) อันเป็นเส้นทางตามกรอบยุทธศาสตร์ระดับพหุภาคีของจีน “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (One Belt One Road)ที่มีเป้าหมายเชื่อมโยงเศรษฐกิจของจีนเข้ากับภูมิภาคต่างๆ ของโลก
ปริมาณการลงทุนของกลุ่มทุนจีนในบรูไน ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดเกินกว่าร้อยละ 50 ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว พร้อมกันกับที่บรูไนประสบภาวะปัญหาราคาพลังงานตกต่ำ จนทำให้รัฐบาลมีรายได้ลดลงกว่าร้อยละ 70 ขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2557 และ 2558 ลงลดถึงร้อยละ 1.5 และ 0.5 ตามลำดับ ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศจากจีน ตลอดจนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันจึงมีความจำเป็นเพื่อชดเชยกับรายได้ภาครัฐซึ่งหดตัวตามราคาน้ำมันของบรูไน
ปัจจุบันบริษัทของจีนเข้าไปลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในบรูไนหลายโครงการ เช่น การก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันมูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 140,790 ล้านบาท) และการก่อสร้างสะพาน Temburong ข้ามอ่าวบรูไนยาว 30 กิโลเมตร มูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 56,300 ล้านบาท) ในขณะที่ย้อนไปเมื่อเดือนกันยายน 2557 รัฐบาลบรูไนและเขตการปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีนได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) จัดตั้ง “ระเบียงเศรษฐกิจบรูไน-กว่างซี” (Brunei-Guangxi Economic Corridor) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุน และเปิดตลาดการค้าระหว่าง 2 ประเทศครอบคลุมการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ฮาลาลของบรูไน อุตสาหกรรมการเกษตรระหว่างหนานหนิง-บรูไน อุตสาหกรรมการแพทย์และบริการด้านสุขภาพ อุตสาหกรรมและธุรกิจการท่องเที่ยวตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของท่าเรือมูอารา (Muara) ซึ่งเป็นท่าเรือน้ำลึกเพียงแห่งเดียวของบรูไน
สำหรับความร่วมมือด้านการเงินการธนาคาร ล่าสุดรัฐบาลบรูไนอนุมติให้ธนาคารแห่งประเทศจีน หรือ Bank of China (Hong Kong) สามารถเปิดสาขาแรกในประเทศได้ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และเป็นแหล่งทุนสำหรับโครงการพัฒนาต่างๆ การขยายอิทธิพลทางสถาบันการเงินของจีนในบรูไนยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ธนาคารของชาติตะวันตกต่างลดขนาดการลงทุน และยุบเลิกเครือข่ายสาขาในภูมิภาคเอเชีย
ทั้งหมดถือเป็นข้อต่อทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาเส้นทางสายไหมทางทะเลศตวรรษที่ 21 ระหว่างทั้งสองประเทศ โดยในขณะที่จีนต้องการให้บรูไนเป็นศูนย์กลางรองรับนักลงทุนในดินแดนหมู่เกาะ และคาบสมุทรของอาเซียน บรูไนเองวางยุทธศาสตร์ประเทศเป็นทางผ่านเข้าสู่ตลาดจีนสำหรับชาติอาเซียนอื่นๆ ตลอดจนเพื่อให้จีนเป็นผู้รับประกันความมั่นคงทางอาหาร และการขาดกำลังแรงงานในภาคอุตสาหกรรม
ดังนั้น การเดินทางเยือนบรูไนของนายหวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนเมื่อปลายเดือนเมษายน ศกนี้ จึงไม่เพียงเป็นโอกาสร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 25 ปี แต่ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความร่วมมือทวิภาคีตามกรอบยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” อีกด้วย นายหวัง อี้ กล่าวว่า รัฐบาลจีนสนับสนุนบริษัทของจีนให้เข้ามาลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานตามแผนการสร้างความเชื่องโยงจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขณะเดียวกันจีนก็พร้อมสนับสนุนด้านการเงินสำหรับโครงการพัฒนาในบรูไนผ่านทางกองทุนเส้นทางสายไหม และธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) ทั้งสองฝ่ายยังลงนามในเอกสารความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของจีนเข้ากับเป้าหมายการกระจายความหลากหลายของภาคเศรษฐกิจ (Economic Diversification) ให้เป็นไปตาม “วิสัยทัศน์ 2035” หรือ “Wawasan2035” ของบรูไน
ถึงแม้ว่าทุนและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนที่ไหลเข้าสู่บรูไนมากขึ้นในช่วงระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะดำเนินไปในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมต่อความชะงักงันทางเศรษฐกิจของบรูไน แต่ต้องยอมรับในข้อเท็จจริงด้วยว่าการพึ่งพาจีนคงไม่ใช่ทางออกทางเศรษฐกิจของบรูไนเพียงอย่างเดียว ตลาดภายในของบรูไนเองยังคงมีขนาดเล็ก เป็นอุปสรรคต่อรากฐานและความเข้มแข็งของห่วงโซ่การผลิตและการบริโภคในประเทศ
ขณะที่กฎระเบียบและความเข้มงวดทางศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่รัฐบาลบรูไนประกาศใช้กฎหมายชารีอะห์ไปแล้วนั้น อาจสร้างบริบทที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างชาติ อันจะกระทบต่อศักยภาพในการผลิตเพื่อการส่งออกของบรูไนเอง นอกจากนั้นการวางยุทธศาสตร์บทบาท และตำแหน่งที่ตั้งของบรูไนภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของจีน ควรคำนึงด้วยว่าทำอย่างไรประเทศจึงจะไม่ดำรงสถานะเป็นเพียงทางผ่านการลงทุนไปสู่ชาติอื่นๆ ในอาเซียน
ขณะที่ความท้าทายที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ทุนนิยมจีนสมัยใหม่จะทำธุรกิจแบบไม่ฝังตัวและผสมผสานกับท้องถิ่นของประเทศผู้รับ เฉกเช่นชาวจีนโพ้นทะเลในอดีต แต่มีวัฒนธรรมทางธุรกิจแบบใหม่ในลักษณะของการนำเอาคนจีนทั้งระดับคนงาน แรงงานฝีมือและเครือข่ายทางธุรกิจทั้งหมดเข้าไปด้วย ซึ่งอาจกระทบต่อความอยู่รอดของธุรกิจเอกชนท้องถิ่นของบรูไนซึ่งส่วนมากไม่ได้มีขนาดใหญ่โต รวมไปถึงความขัดแย้งในระดับประชาชน
น่าจับตาต่อไปว่านโยบายและท่าทีของบรูไนในการตั้งรับอิทธิพลของจีนในอนาคตที่เพิ่มมากขึ้น จะออกมาในรูปแบบใด
---------------------------
สรพงษ์ ลัดสวน
ผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการ “จับตาอาเซียน” สกว.







