วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โลกธุรกิจ

ข่าวคราวในวงการยานยนต์ ที่ได้รับความสนใจจากสังคม

 และสื่อในช่วงวันอังคารที่ผ่านมา ก็คือ ข่าวการลดจำนวนพนักงานของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นพนักงานเหมาช่วงเวลาจำนวนหนึ่ง ก่อนที่ค่ำๆ วันเดียวกัน จะมีแถลงการณ์จากโตโยต้าออกมา ถึงรายละเอียดว่าเป็นโครงการภาคสมัครใจ ที่เปิดโอกาสให้พนักงานตัดสินใจเอง ว่าจะร่วมโครงการหรือไม่ โดยมีเงื่อนไขคร่าวๆ ก็คือ จะจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานกำหนด บวกกับเงินสนับสนุนของบริษัทอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เปิดเผยว่าเท่าไร เนื่องจากแต่ละคนได้ไม่เท่ากัน อาจทำให้อาจะเกิดปัญหาได้ 

แต่โตโยต้าก็ยืนยันว่ามากพอสมควรที่จะทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมองไปที่สถานการณ์ปัจจุบันของแรงงานเอง ที่ชั่วโมงการทำงานลดน้อยลง เนื่องจากการผลิตรถยนต์ที่ลดลง ทำให้รายได้ปัจจุบันน้อยลงมาก

ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า แรงงานในภาคการผลิตส่วนใหญ่ เงินเดือนประจำไม่สูงนัก แต่จะได้รายได้เสริมเป็นกอบเป็นกำจากการทำงานล่วงเวลา หรือ โอที แต่เมื่อปัจจุบันการผลิตที่แทบจะไม่มีโอที ทำให้รายได้ไม่น้อยหายไป 

แถลงการณ์โตโยต้า ยังระบุอีกว่า หากสถานการณ์ตลาดดีขึ้น การผลิตดีขึ้น ก็จะให้สิทธิ์กับพนักงานกลุ่มที่สมัครใจลาออกกลับเข้ามาทำงานก่อน ในอัตราเงินเดือนเท่าเดิม สวัสดิการณ์เท่าเดิม และนับอายุงานต่อเนื่องไม่ได้เริ่มต้นใหม่ 

ส่วนเหตุผลของการเริ่มโครงการนี้ ก็มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ เศรษฐกิจในประทศที่ยังไม่ดีนัก ทำให้ยอดขายรถภายในประเทศยังติดลบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนก็ส่งผลต่อภาคการส่งออก ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และส่งผลมาถึงการผลิตในที่สุด 

นั่นคือเหตุ ที่มา และแนวทางปฏิบัติที่ออกมาจากทางโตโยต้า ส่วนใครจะไปหาข้อมูลเสริม เติม เพิ่ม ยืนยัน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของข่าวนี้ที่ปรากฏตามโลกโซเชียลก็คือ การโยงธุรกิจเข้ากับการเมือง โดยโยงว่าเป็นผลพวงมาจากการบริหารงานของรัฐบาล ที่ส่งผลเสียต่อภาคธุรกิจ ซึ่งจะใช่หรือไม่ จริงหรือไม่จริง ก็น่าจะต้องมีข้อมูลอะไรออกมายืนยันกันเสียหน่อย ไม่ใช่คิดวิเคราะห์กันไปเอง จนทำให้บรรยากาศโดยรวมของประเทศไม่ดี เพราะเชื่อว่ามีหลายคนพร้อมจะเชื่่อ

อุตสาหกรรมยานยนต์มีลักษณะพิเศษอยู่สิ่งหนึ่งคือ ปรับตัวได้เก่ง ไม่อิงกับการเมืองมากนัก ตลาดหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจ และก็ฟื้นตัวได้ด้วยตัวเองค่อนข้างเร็ว จะยกเว้นอยู่บ้างก็ครั้งนี้ที่ติดลบมาหลายปี เนื่องจากปัจจัยลบแห่กันมาพร้อมๆกัน ทั้งเศรษฐกิจในประเทศ เศรษฐกิจโลก ภัยแล้ง รวมถึงโครงการรถคันแรก

ส่วนการขยับตัวของโตโยต้า หรือว่าค่ายอื่นๆที่จะต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะมีอีกหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของธุรกิจ เป็นธรรมดาของการทำธุรกิจที่จะต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ มีผลประกอบการที่ดี มีค่าใช้จ่ายต่ำ ผลกำไรที่น่าพอใจ เพราะขนาดองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรบางแห่ง หรือแม้กระทั่งวัดบางวัด ก็ยังมุ่งหน้าหากำไรเป็นกอบเป็นกำ ดังนั้นเราหันมามองมุมธุรกิจ ก็น่าจะดีกว่ามุมการเมืองก็น่าจะดีกว่านะครับ