เมื่อวาน ผมได้เอารายงาน “การค้ามนุษย์”
ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐประจำปีนี้ที่ “ยกระดับ” ประเทศไทยจาก Tier 3 เป็น Tier 2 Watchlist และเหตุผลที่เขาใช้อ้างในการสรุปการ “ให้คะแนน” เรา
พอจะบอกได้ว่าสหรัฐให้เราขยับจากระดับที่แย่คือ Tier 3 มาเป็น Tier 2 ครึ่งเพราะยังไม่ใช่ Tier 2 ปกติ หากแต่มีคำว่า “Watchlist” หรือ “ต้องจับตา” มาห้อยท้ายเอาไว้ด้วย
แปลว่าเขาเห็นความพยายามของไทยที่มีมากขึ้น แต่ยังมีอีกหลายด้านที่เขาเห็นว่ายังไม่บรรลุเป้าหมายที่เขาต้องการเห็น
ซึ่งก็ควรจะมีคำถามจากคนไทยเองว่า “เป้าหมายที่เขาต้องการ” กับ “เป้าหมายที่เราต้องการ” นั้นมีความสอดคล้องต้องกันมากน้อยเพียงใด
และทำไมเราจะต้องเป็น “มวยรองบ่อน” ของเขาอย่างนี้?
มีคำแถลงอย่างเป็นทางการของคุณดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย เกี่ยวกับกรณีการเผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี ค.ศ.2016 ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา โดยรายงานดังกล่าวได้จัดให้ประเทศไทยอยู่ใน Tier 2 Watchlist ว่าอย่างนี้
ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า รัฐบาลไทยได้กำหนดให้ประเด็นการต่อต้านการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ โดยได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.2558 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างบูรณาการและยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างสิทธิมนุษยชนและด้านมนุษยธรรม มิใช่เพียงเพื่อตอบข้อห่วงกังวลของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่ารัฐบาลไทยจะไม่ยินยอม (zero tolerance) ให้การค้าทาสสมัยใหม่ (Modern Slavery) เกิดขึ้นในสังคมไทย
ในส่วนของการเผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี ค.ศ.2016 ที่ได้จัดให้ประเทศไทยอยู่ใน Tier 2 Watchlist นั้น ถือว่าสอดคล้องกับกระบวนการของฝ่ายไทยที่ต้องการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังในทุกภาคทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกลไกโดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในหน่วยงานต่างๆ การปฏิบัติตามหลักการ 5P ได้แก่ 1) ด้านนโยบาย (Policy) 2) ด้านการบังคับใช้กฎหมาย (Prosecution) 3) ด้านการคุ้มครอง (Protection) 4) ด้านการป้องกัน (Prevention) และ 5) ด้านความร่วมมือและการสร้างความเป็นหุ้นส่วน (Partnership)
ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า รัฐบาลไทยขอชื่นชมและขอบคุณทุกภาคทุกส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และประชาชนทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยจะดำเนินการแก้ไขปัญหาฯ ต่อไป และจะร่วมมือกับทุกภาคส่วนให้มากยิ่งขึ้น
หากอ่านรายงานของสหรัฐและคำแถลงของรัฐบาลไทยในเรื่องนี้ก็คงจะเห็นได้ชัดว่าปัญหาว่าด้วย “การค้าทาสสมัยใหม่” ที่ว่านี้เป็นเรื่องที่ประชาคมโลกให้ความสนใจและต้องการช่วยกันป้องกันและปราบปรามกันอย่างเป็นระบบ เพราะปัญหานี้มิได้จำกัดแต่เพียงในดินแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง หากเป็นปัญหาระดับโลกที่โยงใยในระดับสากล
อะไรที่เจ้าหน้าที่ไทยเคยอ้างว่าเป็นเรื่องปกติ เรื่องที่ใคร ๆ เขาก็ทำกัน หรืออ้างว่าเพราะเรายังเป็นประเทศกำลังพัฒนา เรื่องการ “ค้ามนุษย์” ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมย่อมจะไม่มีใครรับฟังได้อีกต่อไป
เราจึงไม่ควรจะอ้างได้อีกว่า “ต่างประเทศเขาไม่ยอมรับเรื่องนี้” แต่ต้องเป็น “คนไทยก็ยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอันขาด ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใด ๆ ก็ตาม”
เพราะเมื่อกติการะหว่างประเทศกำหนดว่าชาติใดยังยอมให้มีการค้าทาสยุคใหม่ ก็จะถูกลงโทษด้วยการที่ประเทศอื่นจะไม่คบหาไม่ค้าขายไม่ลงทุนด้วย
นั่นเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความตื่นตัวในประเทศไทย สาเหตุมาจากเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าจะเป็นความสำนึก ในเรื่องศีลธรรมจรรยาของมนุษย์ ที่คนไทยเองควรจะตระหนักก่อนคนอื่นด้วยซ้ำไป
จริง ๆ แล้วเราก็ควรจะสรุปถึงสาเหตุของปัญหานี้ได้ โดยไม่ต้องให้ต่างประเทศเขามาประเมิน วิเคราะห์และวิพากษ์เรา
นั่นคือคอร์รัปชัน
และความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย
สองข้อนี้มาจากการที่สังคมอ่อนแอ กฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ คนไทยจำนวนไม่น้อยยอมรับพฤติกรรมทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง และระบบอภิสิทธิ์ชนกับระบบอุปถัมภ์ยังครอบงำสังคมไทยเป็นส่วนใหญ่
ไม่ต้องรอให้เขา “จับตามอง” เรา
เราต้อง “จัดการ” กับปัญหาของเราเองเท่านั้น






