จากการวิเคราะห์ดังกล่าว จะเห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันที่รุนแรงในประเทศกำลังพัฒนา เช่น กรณีของไทยนั้น
ส่วนใหญ่ปัญหาไม่ได้เป็นเพียงความประพฤติด้านจริยธรรมที่เบี่ยงเบนของคนที่ทุจริตคอร์รัปชัน แต่เป็นปัญหาของระบบอำนาจและการบิดเบือนการใช้อำนาจ ทำให้การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันให้สำเร็จต้องทำในสองเรื่อง หนึ่ง ต้องแก้ที่ระบบอำนาจเพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนอำนาจ และสอง ต้องแก้เรื่องพฤติกรรมให้จริยธรรมกลับมาเป็นพฤติกรรมหลักหรือเป็น Norm ของสังคม
อีกประเด็นที่สะท้อนชัดเจนจากการวิเคราะห์ ก็คือ อย่าให้คนไม่ดี หรือคนเลวได้อำนาจ เพราะถ้ามีอำนาจก็จะโกงโดยจะใช้อำนาจที่มีทุจริตคอร์รัปชันเพื่อตนเอง บุคคลที่ไม่ดีที่ต้องไม่ยอมให้มีอำนาจ ก็คือ นักการเมืองที่โกง นักธุรกิจที่โกง และข้าราชการประจำที่โกง คนเหล่านี้ต้องการอำนาจเพียงเพื่ออย่างเดียว คือ ใช้อำนาจทุจริตคอร์รัปชัน เพราะในใจคิดอยู่อย่างเดียว คือ เมื่อมีอำนาจต้องใช้โอกาสเต็มที่ แม้จะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ถูกต้อง
การทำให้คนมีจริยธรรมในการทำหน้าที่นั้น ต้องเริ่มด้วยการสร้างระบบธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้น ให้สังคมมีความประพฤติร่วมกันที่จะทำงาน ทำหน้าที่อย่างโปร่งใส มีความรับผิดรับชอบต่อสิ่งที่ทำ และพร้อมให้ตรวจสอบ ซึ่งต้องเกิดขึ้นจากการปลูกฝังให้คนในสังคมตระหนัก ถึงความสำคัญของการมีธรรมาภิบาลหรือการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการทำหน้าที่
ในเรื่องนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ ก็คือ ส่วนหัวของประเทศ คือ ผู้นำทั้งด้านการเมือง ภาคธุรกิจ และระบบราชการจะต้องทำตนให้เป็นตัวอย่าง คือ ถ้าผู้นำประเทศและผู้นำในระดับสูงสุดขององค์กรธุรกิจ และหน่วยราชการยึดมั่นทำหน้าที่ตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี มีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ และมีความรับผิดรับชอบต่อสิ่งที่ตนเองได้ทำไป พฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบเช่นนี้ ก็จะทำให้ประชาชนและผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อมั่นและปฏิบัติตาม กลายเป็นพฤติกรรมของสังคม
แต่ที่ประเทศส่วนใหญ่ยังแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้ก็มาจากเรื่องเดียว คือ ผู้นำของประเทศในภาคการเมือง ในภาคธุรกิจ และภาคข้าราชการยังไม่เอาด้วย ไม่จริงจังต่อการแก้ไขปัญหา ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ทำให้เป็นตัวอย่าง ดังนั้น เมื่อผู้นำในสังคมไม่จริงจังกับเรื่องจริยธรรมและการแก้คอร์รัปชัน ปัญหาก็ไม่มีการแก้ไข พฤติกรรมของสังคมก็ไม่เปลี่ยน จนในที่สุดผู้นำก็กลายเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเสียเอง แทนที่จะเป็นทางออกหรือเป็นคำตอบ
ในการแก้ไขคอร์รัปชัน จุดสำคัญที่สุดอีกจุดที่ต้องทำ คือ ต้องทำลายระบบค่าเช่าที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจให้หมดไป โดย หนึ่ง ลดโอกาสของการเกิดระบบค่าเช่าในเศรษฐกิจและในระบบราชการ และสอง สร้างข้อจำกัดไม่ให้พฤติกรรมที่ทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นได้ง่าย ซึ่งในหนังสือเรื่อง “The Quest for Good Governance” ที่ได้กล่าวถึงในบทความอาทิตย์ที่แล้ว ได้สรุปมาตรการที่ต้องทำเป็นสองส่วน คือ การลดโอกาส และการสร้างข้อจำกัด
มาตรการสำคัญในการลดโอกาส ก็คือ หนึ่ง สร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นจริงจังในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศในทุกโอกาส ไม่ใช่แข่งขันแบบจัดตั้ง ที่ผลการแข่งขันได้ถูกกำหนดไว้แล้วล่วงหน้า สอง ต้องลดโอกาสไม่ให้ผู้มีอำนาจ ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการสามารถบิดเบือนการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง ซึ่งที่ชอบทำกันมาก คือ ใช้อำนาจสร้างระบบหรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก ในการติดต่อราชการ เพื่อหาโอกาสใช้ดุลยพินิจตามหน้าที่ทุจริตคอร์รัปชัน สาม ป้องกันไม่ให้อำนาจตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเดียว หรือคนๆ เดียวมากเกินไป
เพราะมีโอกาสสูงที่จะใช้อำนาจนั้นเพื่อตัวเอง และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ จึงจำเป็นที่ต้องสร้างระบบคานอำนาจหรือ check and balance ให้เกิดขึ้นในทุกขั้นตอนสำคัญที่ผู้มีอำนาจใช้อำนาจ ไม่อย่างนั้นผู้มีอำนาจก็จะบิดเบือนการใช้อำนาจและหลงในอำนาจ เพราะไม่เคยถูกตรวจสอบ ดังที่ลอร์ดแอคตัน ได้กล่าวไว้เมื่อร้อยกว่าปีก่อนว่า “Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely” หรือ อำนาจฉ้อฉลฉันใด อำนาจเบ็ดเสร็จฉ้อฉลเบ็ดเสร็จเช่นนั้น
ในแง่ของการสร้างข้อจำกัด อาวุธสำคัญที่จะทำลายระบบค่าเช่า ก็คือ ความโปร่งใสและการตรวจสอบ ซึ่งในประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันรุนแรง ทั้งสองประเด็นเป็นสิ่งที่หายาก เพราะไม่ค่อยโปร่งใส และตรวจสอบจริงจังไม่ได้ ทำให้สังคมต้องสร้างระบบการตรวจสอบเพื่อลดหรือทำลายระบบค่าเช่า ซึ่งสิ่งที่ต้องทำคือ
หนึ่ง ระบบยุติธรรมของประเทศต้องมีความเป็นอิสระ ทั้งจากฝ่ายการเมืองและภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่การปราบปรามจับกุม เช่น ป.ป.ช. ตำรวจ ต่อไปถึงกระบวนการยุติธรรม คือ อัยการ ศาล และระบบการลงโทษ เช่น สถานราชทัณฑ์ และคุก ทั้งหมดต้องมีการควบคุมดูแลให้ปลอดจากการแทรกแซงจากอำนาจต่างๆ เพื่อให้การลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นคนใหญ่คนโตแค่ไหนในสังคม
สอง องค์กรสื่อในประเทศต้องมีความเป็นอิสระ สามารถทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา เปิดโปงความประพฤติที่ไม่ถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การสอบสวนและการจับกุมลงโทษ
สาม ภาคประชาสังคมต้องตื่นตัว เป็นภาคประชาสังคมที่หวงแหนสิทธิของตน พร้อมจะตรวจสอบ แสดงพลังในสิ่งไม่ถูกต้องและเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชัน
สี่ ประชาชนที่ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ต้องแสดงความต้องการและกดดันให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ต้องเป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกรัฐบาลที่เสียงดัง (demanding) พร้อมใช้คะแนนเสียงตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาลและภาคราชการ และขับไล่รัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชัน
ห้า ภาคธุรกิจต้องเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ที่ต้องทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม โปร่งใส ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน และพร้อมแข่งขันในการทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เข้าร่วมกับการทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง
ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโอกาสและการสร้างข้อจำกัด ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำลายระบบค่าเช่า นำไปสู่การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ในกรณีของไทย ต้องยอมรับว่ายังมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ประเทศเราเองยังขาดอยู่มาก เช่น ความเป็นอิสระ และภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันยังไม่สามารถแก้ไขได้จริงจัง แม้จะมีความพยายามอยู่มาก






