เข้มแข็งภายในรับความไม่แน่นอน

เข้มแข็งภายในรับความไม่แน่นอน

ขณะที่กระบวนการทางการเมืองของอังกฤษ

และสหภาพยุโรป (อียู) กำลังเริ่มต้นขึ้น หลังจากอังกฤษลงประชามติออกจากอียู ซึ่งทำให้เริ่มมองไปที่อนาคตของอียูว่าจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ไป โดยขณะนี้มีหลายมุมมองกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยแบ่งเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายแรกที่เห็นว่าจะนำไปสู่การล่มสลายของอียูและเงินยูโร ซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤติหลายด้านในประเทศสมาชิกตามมา โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เพราะหากเกิดการล่มสลายจริงๆก็จะส่งผลกระทบอย่างหนักกับประเทศในอียู

แต่มีอีกฝ่ายที่มองโลกในแง่ดี โดยเห็นว่าสมาชิกอียูที่เหลือ น่าจะเริ่มกระบวนการปรับตัวรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกันใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับปรุงกฎกติกาต่างๆของอียูบางประการ อีกทั้งอาจทำให้อียูเองต้องวางบทบาทกันใหม่ หลังจากอังกฤษถอนตัวออกไป เพราะการแยกตัวของอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ย่อมส่งผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนผลกระทบจะมีมากน้อยแค่ไหนยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดและจะเป็นบทพิสูจน์ว่าการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ครั้งนี้เพียงพอหรือไม่

ความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จากตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก แต่หลังจากเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง แม้ผลกระทบและความตื่นกลัวยังคงมีอยู่ในตลาด แต่นับว่าสถานการณ์ไม่ได้น่าวิตกอย่างที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ ตลาดเงินตลาดทุนบางแห่งเริ่มปรับตัวดีขึ้นและรัฐบาลและธนาคารกลางในหลายประเทศเริ่มประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นนับจากนี้ไป ซึ่งหมายความว่าทุกประเทศกำลังประเมินและเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้นขยายวงกว้างออกไป แต่นั่นยังเป็นวิเคราะห์และประเมินถึงความเป็นไปได้

สำหรับกรณีของไทย ได้เกิดความกังวลเช่นเดียวกันว่าจะได้รับผลกระทบตามมาด้วย หากเกิดวิกฤติตามมาจากการแยกตัวของอังกฤษ แม้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ภาครัฐประเมินว่าผลกระทบมีไม่มากนัก หากประเมินจากมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับอังกฤษมีไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการค้าต่างประเทศของไทยทั้งหมด รวมทั้งสัดส่วนการค้ากับอียูก็มีสัดส่วนไม่มากเช่นเดียวกัน ซึ่งนั่นเป็นการประเมินผลกระทบโดยตรงที่อาจเกิดขึ้น แต่ในโลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน เราจะต้องไม่ละเลยผลกระทบทางอ้อม

เราเชื่อว่าทีมงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลมีการประเมินอยู่แล้ว และเตรียมมาตรการเพื่อรับผลกระทบที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่จะเพียงพอกับระดับความรุนแรงของปัญหาหรือไม่ยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา เพราะขณะนี้ต้องไม่ลืมว่าสถานการณ์วิกฤติจริงยังไม่เกิด เป็นเพียงการประเมินและวิเคราะห์จากบรรดาผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ไทยถือว่าเป็นประเทศเล็กที่ต้องรับผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งขณะนี้ก็ยังไม่ฟื้นไข้จากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ถึงผลกระทบที่ตามมา

เราเห็นว่าจากกรณีของอังกฤษที่เกิดขึ้นซ้ำเติมสถานการณ์จากเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ทำให้นโยบายการสร้างความเข้มแข็งจากภายในของรัฐบาลมีความสำคัญขึ้นมาในสถานการณ์เช่นนี้ และเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่าการสร้างความเข้มแข็งภายใน ให้กับระบบเศรษฐกิจนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับวิกฤติ ดังนั้น หากรัฐบาลเห็นว่าวิกฤติจากภายนอกเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุม ก็จำเป็นอย่างยิ่งต้องหันมาตรวจสอบความเข้มแข็งภายในว่ามีเพียงพอหรือไม่ และนโยบายที่รัฐบาลผลักดันออกไปเพียงพอหรือไม่ รวมถึงได้ผลตามที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นคำตอบที่รัฐบาลต้องเร่งหาคำตอบ