หายช็อกแล้วทำความเข้าใจ :

หายช็อกแล้วทำความเข้าใจ :

อังกฤษจะ‘หย่าขาด’อียู ต้องอีกหลายปี

ผลประชามติสหราชอาณาจักรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก คนไทยต้องรอให้อาการ ช็อกโลก คลายตัวลงเพื่อหาคำตอบที่สำคัญเช่น

1. Brexit จะกลายเป็น “โรคระบาด”  ที่จะกระจายตัวจนทำให้สกอตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือ ขอแยกจากสหราชอาณาจักรเพื่ออยู่กับสหภาพยุโรป เหลือแต่อังกฤษที่แยกตัวออกหรือไม่?

2. ประเทศอื่นในยุโรปประเทศไหนบ้าง ที่อาจจะทำประชามติตามรอยอังกฤษ?

3. กระบวนการจากนี้ไปต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ อังกฤษจึงจะแยกตัวออกจากอียูจริง?

4. ผลระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาวต่อโลกและไทยจะเป็นอย่างไร?

5. ทำไมคนหนุ่มสาวจึงลงคะแนนขออยู่กับอียูต่อ ขณะที่คนสูงวัยต้องการจะผละตัวออก?

คำตอบกำลังทยอยออกมาจากการตรวจสอบข้อมูล ความเห็นและบทวิเคราะห์หลากหลายอย่างนี้ครับ

แม้ผลการลงประชามติของคนอังกฤษให้ "หย่าขาด ออกจากสหภาพยุโรปหลังจาก แต่งงานอยู่กินด้วยกัน 43 ปี แต่ในทางปฏิบัติยังมีขั้นตอนอีกหลายระดับและค่อนข้างสลับซับซ้อน

 และความไม่แน่นอนว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปก็มีค่อนข้างสูง จึงไม่ต้องแปลกใจหากพิธีการที่อังกฤษจะเป็น “อิสระ” จากสหภาพยุโรปอาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี

ความไม่แน่นอนจะยิ่งรุนแรงขึ้นหากสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ จะเจริญรอยตามอังกฤษ อย่างน้อยก็มีเสียงจากหลายกลุ่มในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ว่าจะกดดันให้รัฐบาลจัดทำ ประชามติ ให้ตัดสินแยกตัวบ้าง

แม้ในสหราชอาณาจักรเอง สกอตแลนด์กับไอร์แลนด์เหนือ ก็ทำท่าว่าจะขอให้ประชาชนของตนลงประชามติเพื่อแยกทางกับอังกฤษ กลับไปอยู่กับอียู

คะแนนเสียงของสกอตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือเมื่อวันพฤหัสฯส่วนใหญ่ต้องการจะอยู่กับอียูต่อ

คงมีคนอังกฤษโดยเฉพาะที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ที่หย่อนบัตรส่วนใหญ่ให้ออกจากอียู ส่วนคนในเมืองหลวงลอนดอนและเมืองใหญ่ๆ ส่วนมากต้องการจะอยู่ในสภาพเดิม

ก่อนที่อังกฤษจะเปิดทางเจรจากับผู้นำยุโรปเพื่อทำข้อตกลงใหม่ อาจจะมีคำเรียกร้องจากผู้นำยุโรปให้อังกฤษยืนยันว่าจุดยืนเรื่อง “ความเคลื่อนไหวอย่างเสรี ของประชาชนอียูกับอังกฤษจะเป็นอย่างไรต่อไป

ข้อห่วงกังวล ณ ขณะนี้คือประชาชนอียู 2.9 ล้านคนที่พำนักอยู่ในสหราชอาณาจักรจะถูกอังกฤษ ส่งกลับบ้านหรือไม่?

เหตุผลอื่นๆ ที่คนอังกฤษลงมติให้ออกจากสหภาพยุโรปมีหลายข้อ ที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อที่ว่าหากออกมาแล้วก็จะมาสามารถ “กำหนดชะตากรรมของตนเอง” ได้ และไม่ต้องใช้ภาษีของคนอังกฤษไป “อุ้ม” ประเทศอื่นในอียูที่อ่อนแอและไร้อนาคต

เหตุผลอื่นๆ ที่สำคัญมีเช่น

เรื่องคนต่างด้าวเข้าเมืองที่คนอังกฤษไม่น้อยเชื่อว่า หากออกจากอียูก็จะสามารถแก้ไขกฎเกณฑ์การให้คนเข้าเมืองใหม่ เพื่อให้เป็นระบบที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง แทนที่จะต้องทำตามวิจารณญาณของศาลอียู ว่าประเทศสมาชิกไหนจะต้องรับคนต่างชาติเท่าไหร่และอย่างไร

อังกฤษต้องส่งเงินค่าสมาชิกให้อียูสัปดาห์ละ 350 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,680 ล้านบาท) เงินก้อนนี้สามารถเอามาสร้างโรงพยาบาลทันสมัยได้อาทิตย์ละหนึ่งแห่งทีเดียว

อีกเหตุผลหนึ่งคือถ้ายังเป็นส่วนหนึ่งของอียู คนอังกฤษต้องทำตามกฎหมายของสหภาพยุโรป และศาลยุโรปจะเป็นผู้ตัดสินกติกาว่าด้วยการค้า ชายแดนและเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้คนอังกฤษไม่สามารถ กำหนดชะตากรรม” ของตนเองได้

คนอังกฤษที่ลงมติให้แยกตัวจากอียูเชื่อว่าการอยู่ต่อไปเป็นการผูกมัดตัวเองกับอียู เพราะอังกฤษไม่สามารถทำข้อตกลงทางการค้าของตัวเองกับประเทศใหญ่ ๆ เช่นจีน อินเดียและออสเตรเลีย

แต่หากแยกตัวออกมา อังกฤษก็สามารถจะสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกว่าเดิมบนพื้นฐานของการค้า

อีกทั้งอังกฤษก็สามารถกลับไปเป็นสมาชิก ขององค์กรการค้าสำคัญๆ ระดับโลกเช่นองค์กรการค้าโลกหรือ WTO แทนที่จะเป็นแค่หนึ่งในสมาชิกของอียูในโครงสร้างเดิม

ขั้นตอนต่อไปหลังการลงประชามติให้อังกฤษออกจากอียู คือการเข้าสู่กระบวนการของ มาตรา 50 ภายใต้สนธิสัญญาลิสบอนปี 2009” ที่กำหนดรายละเอียดของการเจรจาเพื่อลาออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

ทันทีที่เข้าสู่กระบวนการมาตรานี้ อังกฤษจะขอกลับมาเป็นสมาชิกอียูอีกไม่ได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าประเทศสมาชิกอื่น ๆ ทั้งหมดมีมติเอกฉันท์ให้ทำเช่นนั้นได้

การลาออกจากสมาชิกภาพของอียู ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะมีการกำหนดไว้ว่าจะต้องมีการต่อรองเจรจา กับประเทศสมาชิกที่ยังเหลืออยู่

ตามหลักการที่กำหนดไว้ การเจรจาเพื่อลาออกจากการเป็นสมาชิกให้เสร็จใน 2 ปี

แต่ขณะเดียวกันรัฐสภายุโรปก็มีสิทธิวีโต้หรือตีตกข้อตกลงใด ๆ ที่จะวางกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับอียู

ฝ่ายรณรงค์ให้อังกฤษผละออกจากอียูเสนอว่า ยังไม่มีความจำเป็นจะต้องเดินเข้าสู่ขั้นตอนของมาตรา 50 ทันที ควรจะมีการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการกับสมาชิกอียูอื่น ๆ เพื่อวางแนวทางว่าจะทำข้อตกลงกันเรื่องอะไร และควรกำหนดตารางเวลาไว้ยาวนานเพียงใดก่อนจะเข้าสู่กระบวนการต่อรองอย่างเป็นทางการ

และมีข้อเสนอจากบางฝ่ายว่าอังกฤษกับอียูยังไม่ควรจะเข้าสู่มาตรา 50 ตอนนี้ ควรรอให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในเดือนพ.ค.ปีหน้า และการเลือกตั้งทั่วไปในเยอรมนีปีหน้าเสร็จสิ้นเสียก่อน

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นในการหาเสียงเลือกตั้ง ของสองประเทศอันจะก่อให้เกิดความสับสนและวุ่นวายตามมาได้

ก่อนอื่นอังกฤษต้องยกเลิกกฎหมายที่ให้กฎหมายอียูอยู่เหนือกฎหมายอังกฤษ จากนั้นก็ต้องลงรายละเอียดของกฎหมาย และระเบียบกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรปในเอกสารกว่า 80,000 หน้าเพื่อพิจารณาว่าบทไหนควรเลิก บทไหนควรแก้ไข บทไหนควรเพิ่มเติม

ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลาในการอภิปรายโต้เถียง ทั้งในรัฐสภาอังกฤษและกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมอังกฤษที่ร้อยละ 52 ต้องการแยกตัวแต่ร้อยละ 48 ก็ยังยืนยันว่าควรจะอยู่เหมือนเดิมต่อไป

ลองวาดภาพว่ากว่าอังกฤษจะออกจากอียูได้จริง ๆ จะต้องวุ่นวายเพียงใด