มนุษย์เห็นแก่ตัวหรือเห็นแก่ส่วนรวม?

มนุษย์เห็นแก่ตัวหรือเห็นแก่ส่วนรวม?

คนที่มองว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่เห็นแก่ตัว มองในแง่ร้ายมากไป มนุษย์วิวัฒนาการเป็นสัตว์รวมกลุ่มที่ต่างไปจากสัตว์

ทั้งหลายรู้จักเลือกที่จะไว้วางใจและทำงานเป็นหมู่คณะ ยกระดับการพัฒนาสมองและจัดองค์กรทางสังคม ทำให้เศรษฐกิจสังคมหรืออารยธรรมมนุษย์เจริญก้าวหน้า

มนุษย์ได้พัฒนาสัญชาตญาณทางสังคม ในการเรียนรู้ที่จะร่วมมือกับผู้อื่น ไว้วางใจคนที่สมควรไว้วางใจ และระมัดระวังคนที่ขี้โกง/เห็นแก่ตัว เรียนรู้ที่จะทำตนเองให้เป็นที่ไว้วางใจโดยได้รับการยอมรับจากคนอื่น เรียนรู้ที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูล สินค้า และการแบ่งงานกันทำ

ปัจจัยเหล่านี้ที่ทำให้มนุษย์พัฒนาสมอง ยิ่งกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกันอย่างลิงชิมแปนซีไม่รู้กี่เท่า มนุษย์ได้พัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทั้งสังคมมนุษย์และสติปัญญา ความคิดจิตใจของมนุษย์ได้วิวัฒนาการควบคู่กันไป

นักวิชาการด้านวิวัฒนาการพบว่า มนุษย์ยุคโบราณรู้จักเรื่องคุณธรรมว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรทำ ไม่ควรทำ มาตั้งแต่ก่อนที่จะมีศาสนาลัทธิความเชื่ออย่างเป็นระบบ รู้จักค้าขายมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐและมีการประดิษฐ์เงินตรา มนุษย์มีสิ่งที่เราเรียกกันว่าวัฒนธรรมมาตั้งแต่ก่อนยุคบาบิโลน (ซึ่งมีอารยธรรมยุคแรกๆ) มีระบบสังคมเมืองก่อนยุคนครรัฐกรีก

มนุษย์รู้จักเรื่องสัญญาทางสังคมก่อนที่ธอมัส ฮอบส์จะเสนอแนวคิดนี้ บางสังคมมีระบบสวัสดิการในสังคมก่อนที่จะมีประกาศเรื่องสิทธิความเป็นมนุษย์ ที่รู้จักการปกป้องผลประโยชน์ตัวเองก่อนที่อาดัม สมิธจะเสนอแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจเสรี และรู้จักความโลภก่อนยุคทุนนิยมอุตสาหกรรม

สิ่งนี้คือการแสดงออกของธรรมชาติมนุษย์ในการเรียนรู้ปรับตัวเองเพื่อความอยู่รอดและขยายเผ่าพันธุ์ตั้งแต่สังคมยุคหาของป่าล่าสัตว์ตั้งแต่ 5-6 ล้านปีก่อน จนถึงยุคเกษตรกรรมเมื่อ 10,000-5,000 ปีที่แล้ว

แต่มนุษย์มีสัญชาตญาณด้านมืด คือการกลัว มีอคติ ระแวง และขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มต่างๆ มาโดยตลอด การศึกษาประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษย์ทั้ง 2 ด้าน จะช่วยให้เข้าใจว่าสถาบันแบบไหนที่ส่งเสริมความไว้วางใจ ที่ทำให้มนุษย์ต่างกลุ่มร่วมมือกัน และสถาบันแบบไหนที่ทำให้มนุษย์ไม่ไว้วางใจ ที่จะนำไปสู่ความแตกแยก รุนแรง สงคราม เอารัดเอาเปรียบ

นักวิชาการที่มองเน้นด้านมืดของมนุษย์ เช่น ธอมัส ฮอบส์ เสนอว่าทางที่จะรักษาความสงบในสังคมได้คือ ปัจเจกชนต้องยอมสละสิทธิบางอย่างและทำข้อตกลงทางสังคมให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจสูงสุด กำหนดกฎเกณฑ์ให้มนุษย์ต้องเชื่อฟังเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ ขณะที่อาดัม สมิธ นักปรัชญาการเมืองผู้ให้กำเนิดวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่มองมนุษย์ในแง่ดี เชื่อว่าความเห็นแก่ตัวอย่างมีเหตุผล การแบ่งงานทำและแลกเปลี่ยนตามกลไกตลาดเสรีจะทำให้มนุษย์ได้ประโยชน์ร่วมกัน

ชาร์ลส์ ดาร์วิน เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และกฎของการคัดเลือกโดยธรรมชาติ มองเรื่องการแข่งขันของสัตว์และมนุษย์คล้ายกับอาดัม สมิธ คือสัตว์และพืชชนิดพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีจะอยู่รอดสืบลูกหลานต่อ ชนิดพันธุ์ที่ปรับตัวไม่ได้จะสูญพันธุ์ไป โดยเขามองว่านี่เป็นเรื่องเป็นไปตามกลไกของธรรมชาติ ไม่เกี่ยวกับว่าอะไรเจริญหรือดีกว่าอะไร

แนวคิดเรื่องการแข่งขันของชาร์ลล์ ดาร์วิน ได้ถูกคนอื่นตีความในทางสังคมอย่างคลาดเคลื่อนว่าวิวัฒนาการโดยธรรมชาติ ทำให้เกิดเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เด่นและด้อยต่างกัน และเกิดแนวคิดในชนชั้นนำทั้งในสหรัฐและเยอรมันว่าต้องส่งเสริมเผ่าพันธุ์ที่เด่น และควบคุมเผ่าพันธุ์ที่ด้อย เพื่อปรับปรุงเผ่าพันธุ์มนุษย์

ในสหรัฐยุคหนึ่ง รัฐบาลมีนโยบายการทำให้เผ่าพันธุ์ที่ด้อยเป็นหมัน เพื่อพวกเขาจะได้ไม่เผยแพร่เผ่าพันธุ์ต่อ ในเยอรมัน ฮิตเลอร์ได้สังหารชาวยิว ชาวยิบซีและเผ่าพันธุ์อื่นที่ด้อยกว่าคนผิวขาวเผ่าอารยันแท้และเป็นพวกที่ถ่วงความเจริญก้าวหน้าของจักรวรรดิเยอรมัน 6 ล้านคน

แม้แนวคิดเรื่องความเด่นและความด้อยของเผ่าพันธุ์จะเป็นเรื่องการตีความสุดโต่ง แต่ในสมัยต่อมาเมื่อการค้นพบเรื่องรหัสพันธุกรรมว่ามียีนหรือหน่วยพันธุกรรมบางตัวในมนุษย์แต่ละคนที่นำไปสู่โรคภัยบางอย่างได้ทำให้เกิดแนวคิดเรื่องการปรับปรุงเผ่าพันธุ์มนุษย์เกิดขึ้นมาอีกครั้ง เช่น อย่างน้อยเราจะสามารถป้องกันหรือลดโอกาสของโรคสืบทอดทางพันธุกรรมบางอย่างได้

นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง สังคมวิทยาก้าวหน้า มองว่าสภาพแวดล้อมสังคมยังคงมีอิทธิพลมาก รหัสพันธุกรรมอาจจะถ่ายทอดส่งต่อรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ ระดับสติปัญญา รวมทั้งความเสี่ยงต่อโรคภัยบางอย่างให้ลูกหลานได้ แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ารหัสพันธุกรรมเป็นตัวถ่ายทอดบุคลิกลักษณะนิสัยหรือแนวโน้มพฤติกรรมไปสู่ลูกหลาน ข้อมูลการวิจัยพบว่า ขึ้นอยู่กับผลกระทบจากการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมทางสังคมที่แต่ละคนเติบโต

สังคมไทยจะแก้ปัญหานักการเมือง นักธุรกิจ และข้าราชการชั้นสูง ที่เห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ส่วนรวมได้ ต้องคิดในเรื่องการปฏิรูปทางความรู้ ความคิดของคนไทยอย่างเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวม และอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่พูดเรื่องการปฏิรูปประเทศ หรือการออกแบบรัฐธรรมนูญป้องกันโกง แบบเป็นวาทกรรมหาเสียงเท่านั้น