Brexit เขย่าทั้งโลก

Brexit เขย่าทั้งโลก

ชัยชนะของชาวอังอังกฤษ ในการลงประชามติ

ออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit เมื่อวันพฤหัสฯที่ 23 มิถุนายน และรู้ผลไปแล้วเมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา ไม่เพียงเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ของประเทศแต่ยังเป็นการสร้างประวัติของทวีปยุโรป เพราะจะนำไปสู่การปฏิวัติทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมครั้งใหญ่ยุคหนึ่ง ที่ต้องกลับมาตรวจสอบการรวมตัวของสหภาพยุโรป เพราะหลังจากนี้อาจจะเกิดปฏิกิริยา ที่เป็นไฟไหม้ลามทุ่ง จากกระแสที่ประชาชนในอีกหลายชาติในสหภาพยุโรปต้องการให้มีประชามติ ทบทวนสถานภาพของตัวเอง ในสหภาพยุโรปตามมาเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกระแสจากฝรั่งเศสที่เรียกว่า Frexit หรือจากเนเธอร์แลนด์ที่เรียกว่า Nexit หรือจากเดนมาร์กที่เรียกว่า Dexit หรือแม้กระทั่ง Auxit ในออสเตรีย

แต่สำหรับการเปลี่ยนแปลงในอังกฤษนั้นนายเดวิด คาเมรอน กลับต้องจ่ายชดเชยด้วยต้นทุนทางการเมืองที่แสนแพง ด้วยการประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ โดยจะลงจากตำแหน่งในเดือนตุลาคมนี้ เพียงเวลาไม่นานหลังจากที่คณะกรรมการเลือกตั้งของอังกฤษ ประกาศผลการลงประชามติอย่างเป็นทางการ จากประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิลงประชามติถึง 72.2% ของจำนวนผู้มีสิทธิ 46.5 ล้านคน ที่ลงคะแนนโหวตให้กับการ Leave ถึง 17.41 ล้านคน ขณะที่ 16.14 ล้านคนโหวตให้ Remain ทำให้คะแนนเสียงที่ฝ่าย Leave คือให้ออกชนะติดเป็นร้อยละ 51.9 ส่วนฝ่าย Remain พ่ายแพ้ด้วยคะแนนร้อยละ 48.1

อย่างไรก็ตาม ผลสะท้อนจาก Brexit ได้ส่งผลกระทบที่รุนแรงกับตลาดการเงินทั่วโลกเกิดความปั่นป่วน โดยนักลงทุนพากันแตกตื่นเทขายสินทรัพย์การเงินทั่วโลก โดยเฉพาะเงินปอนด์ที่ได้รับผลกระทบดิ่งตัวลงมากที่สุดในช่วงเช้าถึง 9% จากวันก่อนหน้า โดยเงินปอนด์ร่วงจากระดับ 1.50 ดอลลาร์ต่อปอนด์ มาอยู่ที่ต่ำสุดในรอบ 31 ปีที่ระดับ 1.34 ดอลลาร์ที่ที่พยายามจะทรงตัวที่ 1.36 ดอลลาร์ในเวลาต่อมา ขณะที่ดัชนีหุ้นล่วงหน้าของ FT100 อังกฤษ ดิ่งลงกว่า 497 จุด หรือลบกว่า 5% ในการเทรดระหว่างวัน ฉุดเอาดัชนี DAX ล่วงหน้าของเยอรมันดิ่งลง 1,002 จุด และ CAC 40 ล่วงหน้าของฝรั่งเศสทรุดลง 490 จุด ไม่เว้นแม้กระทั่งฟากฝั่งเอเชียที่ดัชนีนิคเคอิญี่ปุ่นดิ่งลึก 8% ถึง 1,314 จุด เหตุจากเงินเยนที่แข็งค่าพุ่งเป็นจรวดแตะ 100 เยนต่อดอลลาร์ ขณะที่ดัชนีหั่งเส็งฮ่องกงทรุดลง 4.7% หรือร่วงลง 974 จุด รวมถึงดาวโจนส์ฟิวเจอร์สที่ดิ่งลึกถึง 800 จุด

แม้แต่เงินหยวนของจีนก็ยังร่วงลงแตะ 6.62 หยวนต่อดอลลาร์ รวมทั้งเงินบาทที่ร่วงลง 30 สตางค์จากเปิดตลาดช่วงเช้าที่ 35.14 มาอยู่ที่ 35.46 บาทต่อดอลลาร์ โดยเฉพาะความผันผวนของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินปอนด์แม้จะแข็งค่ามากขึ้นจาก 51 บาทในวันก่อนหน้ามาอยู่ที่ 46 บาท ล้วนแต่สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเร่งประเมิน Brexit ส่งกระทบต่อเศรษฐกิจการเงินไทยผ่านช่องทางการค้าและความเชื่อมโยงของสถาบันการเงินนั้นคาดว่าจะค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหราชอาณาจักรเพียง 1.8% ในปี 2558 แต่ในทางอ้อมที่มีต่อตลาดเงินและตลาดทุนอาจต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดการเงินโลกในระยะสั้นที่เพิ่มสูงขึ้น โดยจะติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเงินโลกอย่างใกล้ชิด และพร้อมดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินหากมีความจำเป็น

เมื่อ Brexit เขย่าทั้งโลกจนเป็นภาพหลอนของ Black Friday 24 มิถุนายนที่ย้อนกลับมาอีกวันหนึ่ง ซึ่งจากนี้ไปอาจจะส่งผลให้เกิดความผันผวนที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะความท้าทายที่จะเกิดขึ้น กับฐานะการเป็นศูนย์กลางทางการเงินในยุโรปของลอนดอน และเสถียรภาพของค่าเงินปอนด์ ที่จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และทิศทางการเคลื่อนย้ายของเงินทุนจะผันผวนเพิ่มมากขึ้นในที่สุด