อุปสรรครออยู่ข้างหน้าอีกมาก

อุปสรรครออยู่ข้างหน้าอีกมาก

การลงประชามตินัดชี้ชะตา ของประเทศอังกฤษ มีขึ้นแล้ว

 หลังจากการรณรงค์อย่างดุเดือด มีการยกประเด็นหลักๆ มาโน้มน้าวกัน พุ่งเป้าไปที่เรื่องเศรษฐกิจและผู้อพยพ โดยเสียงเตือนมีตั้งแต่อังกฤษจะตกสู่ภาวะถดถอย หรือจะจนลงอย่างถาวร ไปจนถึงคำเตือนว่านอกจากอังกฤษเองแล้ว ผลกระทบยังกว้างไกลไปทั่วทั้งยุโรป และที่แน่ๆ คือตลาดเงิน-ตลาดหุ้นจะปั่นป่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ในกรณีที่การลงประชามติผ่านพ้นไปแล้ว แต่เส้นทางสำหรับเศรษฐกิจโลกในอนาคต ยังไม่สดใส เพราะแม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ได้ทบทวนเศรษฐกิจสหรัฐประจำปี แล้วระบุว่าภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในสภาพดี การเติบโตมีแรงส่งอีกครั้งแม้เงินดอลลาร์แข็งค่าเกินไป แต่ก็ได้ปรับลดการคาดหมายว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.2% ปีนี้ จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนเมษายนที่ 2.4%

ไอเอ็มเอฟมองว่าเงินดอลลาร์แข็งค่ามากเกินไป 10-20% แต่ไม่ได้เป็นผลมาจากการปั่นค่าเงินของคู่ค้าสหรัฐเพื่อให้ได้ส่วนแบ่งตลาด หากแต่เป็นผลจากความไม่แน่นอนในโลก อันทำให้นักลงทุนแห่ไปถือสินทรัพย์ในรูปเงินดอลลาร์ และแสดงการคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐจะไม่รีบร้อนขึ้นดอกเบี้ย เพราะต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเป็นอันดับหนึ่ง

แม้มุมมองของไอเอ็มเอฟ เป็นไปในเชิงดี แต่ก่อนหน้านี้ประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด เพิ่งระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐเผชิญความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก รวมถึงกิจกรรมในประเทศที่ชะลอตัวลง อันทำให้เฟดมองเศรษฐกิจสหรัฐในแง่ดีน้อยลงในระยะสั้น และจะระมัดระวังในแผนการขึ้นดอกเบี้ย เพราะแม้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาส 2 แต่การขยายตัวไม่ได้สม่ำเสมอเท่ากันทั่วประเทศ และยังมีความเสี่ยงขาลง

นอกจากเศรษฐกิจสหรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 อย่างญี่ปุ่นก็มีการขยายตัวที่ไม่แข็งแกร่งนัก อีกทั้งหนึ่งในบอร์ดของธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจ ยังบอกว่าบีโอเจควรทบทวนนโยบายดอกเบี้ยติดลบและกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ พร้อมระบุว่าในทางเทคนิคแล้ว บีโอเจยังไม่ถึงจุดที่เป็นขีดจำกัดของการผ่อนคลายทางการเงิน แต่เป็นการยากในการจัดทำมาตรการกระตุ้นการเติบโตที่ส่งผลบวกมากกว่าผลเสียระยะยาว

บีโอเจเข้าซื้อสินทรัพย์ปริมาณมหาศาลมาเกือบ 3 ปีแล้ว เพื่อแก้ปัญหาเงินฝืดที่ยืดเยื้อมากว่าสิบปี แต่เงินเฟ้อไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แถมยังลดลงเป็นเดือนที่ 2 ติดกันเมื่อเดือนเมษายน เพราะผลกระทบจากนอกประเทศทำให้บริษัทต่างๆ ไม่ขึ้นค่าแรง อีกทั้งครัวเรือนต่างๆ ยังไม่เต็มใจที่จะใช้จ่าย

ขณะที่ในส่วนของไทยเองนั้น ก็มีปัจจัยในประเทศที่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นกัน รวมถึงความสัมพันธ์กับต่างประเทศในด้านการทำการค้าขายระหว่างกัน ดังนั้น เมื่อประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ยังมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับไม่สูงนัก หรือการฟื้นตัวยังไม่ได้ดำเนินไปอย่างยั่งยืน ผลกระทบต่างๆ ก็ต้องมีต่อไทยอย่างแน่นอน การผลักดันหรือหาแหล่งขับเคลื่อนการเติบโต-สร้างงาน จึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการนำไปใช้ให้เกิดผลสำเร็จตามแผนการที่วางไว้ เพื่อจะได้ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยามที่ประเทศต่างๆ พากันปรับตัวเพื่อรับกับโลกยุคใหม่