กฎหมายกับ"ระบอบอารมณ์ ความรู้สึก"

กฎหมายกับ"ระบอบอารมณ์ ความรู้สึก"

ในสังคมโลกสมัยใหม่ ที่รัฐได้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการกำกับและควบคุมสังคม กฎหมายถูกทำให้เป็นระบบ

ของเหตุผลที่เป็นสากลในการปฏิบัติการต่างๆ กฎหมายและการใช้กฎหมายจึงถูกทำให้ดูเหมือนกระบวนการที่ปราศจากอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง การป่าวประกาศถึงการยึดตัวบทกฎหมายเป็นที่ตั้งจึงทำให้ผู้บังคับใช้กฎหมายรู้สึก “หลุดรอดปลอดภัย” จากการความรู้สึกผิดในใจเยี่ยงมนุษย์ทั่วไป

ปัญหาที่สำคัญ ก็คือ ตัวบทกฎหมายและผู้ใช้กฎหมายไม่มีหรือไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องเลยจริงหรือ

กฤษณ์พชร โสมณวัตร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ริเริ่มศึกษาในเรื่อง อารมณ์ ความรู้สึกกับกฎหมาย ได้กล่าวถึงคำพิพากษาหนึ่งที่ได้อธิบาย และใช้ความหมายของ “ความรัก” ในทัศนะของผู้พิพากษามาตัดสินคดีความ แน่นอนว่านิยามความรักของผู้พิพากษานั้นย่อมไม่ทีทางตรงกับความรักของคนอื่นๆ แต่ก็สามารถใช้กรอบความรู้สึกนี้ตัดสินคดีได้ (อาจารย์กฤษณ์พชรกำลังเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่มีประเด็นสัมพันธ์กับเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ)

ร.ศ. สมชาย ปรีชาศิลปกุล เคยศึกษาคดีเกี่ยวกับการข่มขืนจากมุมมองเฟมินิสต์ และพบว่าการตัดสินคดีแฝงฝังไว้ด้วยวิธีคิดและความรู้สึกแบบผู้ชายเป็นใหญ่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นระบอบอารมณ์ความรู้สึกของสังคมหนึ่งที่ตัดสินให้คุณค่า/ดี/เลว ต่อผู้เสียหายจากการข่มขืนไปอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว

ดังนั้น ปัญหาจึงอยู่ตรงที่ว่า เราถูกทำให้เชื่อว่ากฎหมายดำรงอยู่อย่างปราศจากอารมณ์ความรู้สึก แต่ในความเป็นจริงนั้น กลับไม่ใช่ เพราะในตัวบทกฎหมายแต่ละกลุ่ม/ประเภทล้วนแล้วแต่ถูกระบอบอารมณ์ความรู้สึกแฝงฝังเอาไว้อย่างลึกซึ้งและแนบเนียน โดยเฉพาะในสังคมที่ถูกทำให้เชื่อว่ากฎหมายและนักกฎหมายเท่านั้นที่มีพลังทางปัญญาและศักยภาพที่จะเข้าถึงและรักษาความยุติธรรมของสังคม

ในโลกของอดีต การสร้างระบบ ลูกขุน” เพื่อช่วยในการตัดสินคดี ก็เป็นความพยายามหนึ่งที่จะนำเอาความเป็นมนุษย์มาช่วยลดทอนความเข้มงวดและแข็งกระด้างของระบบเหตุผลในการใช้กฎหมาย ซึ่งส่งผลให้ในหลายประเทศปัจจุบันนี้ยังคงมีระบบ “ลูกขุน” ไว้ในกระบวนการยุติธรรม

ขณะเดียวกันความพยายามที่จะทำความเข้าใจความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเชื่อมั่นในความเป็นเหตุผลของกฎหมาย ก็ได้ทำให้เกิดความก้าวหน้าในการศึกษากฎหมายที่สัมพันธ์กับสังคมมากขึ้นในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมานี้ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางด้านนิติศาสตร์หลายแห่งและในหลายประเทศได้พยายามทำความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างระบอบอารมณ์ความรู้สึกกับกฎหมาย โดยใช้แนวคิดของศาสตร์อื่นๆ อันหลากหลาย รวมทั้งทางด้านจิตวิทยาด้วย เพื่อทำให้เห็นว่ากฎหมายไม่ได้มีความเป็นกลางปลอดจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ อย่างที่เข้าใจกันมา

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับอารมณ์ความรู้สึกมีเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ การทำให้ผู้คนทั้งหมดในรัฐสมัยใหม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับกฎหมายอยู่ตลอด ได้ตระหนักถึงความเป็นจริงของความยุติธรรมที่ไม่ใช่อย่างที่พวกเขาเข้าใจ เป้าหมายและการศึกษาเช่นนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อที่จะคืนความสามารถในการตัดสินใจในเรื่องความยุติธรรมให้แก่สังคม

ขณะเดียวกัน เป้าหมายอีกประการหนึ่งของการสร้างความรู้ในเรื่องกฎหมายกับอารมณ์ความรู้สึกนี้ ได้แก่ การกระตุกเตือนบรรดานักกฎหมายและสถาบันที่เกี่ยวข้องอยู่กับกฎหมายและความยุติธรรมให้รับรู้ถึง “ข้อจำกัดของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดที่กำลังปฏิบัติการอยู่ว่าไม่ได้เป็นระบบของเหตุผลดังที่พวกเขาคิดและเชื่อกันอยู่ เพื่อที่จะให้ระแวดระวังในการใช้กฎหมายมากขึ้น

การทำให้สังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมได้มองเห็นและเข้าใจในมิติที่อารมณ์ความรู้สึกเข้าสัมพันธ์และบางด้านจะเป็นการกำกับกฎหมายอีกด้วย นักประวัติศาสตร์กฎหมายที่มีชื่อเสียงได้ทำให้เห็นว่ากฎหมายแต่ละชุดไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของ ระบอบอารมณ์ ความรู้สึก” (Regime of Emotion ) ของยุคสมัย ซี่งเป็นพลังทางภูมิปัญญาที่จะกำกับผู้คนในยุคสมัยนั้นๆ ตัดสินความถูก/ผิด/ชั่ว/ดี ไปในกรอบหรือแนวทางเดียวกันที่สังคมได้สถาปนาขึ้น

การทำความเข้าใจระบอบอารมณ์ความรู้สึกของยุคสมัย จึงเป็นฐานคิดเบื้องต้นที่จะนำไปสู่การศึกษาที่ลึกลงไปว่า ระบอบอารมณ์ความรู้สึกชุดหนึ่งได้เข้าไปกำกับ/กำหนดการสร้างกฎหมายแต่ละชุดอย่างไร ขณะเดียวกันการทำความเข้าใจในภาพกว้างเช่นนี้ก็จะนำไปสู่การทำความเข้าใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมแต่ละส่วน/แต่ละท่านว่า ได้รับอิทธิพลของระบอบอารมณ์ความรู้สึกของยุคสมัยนี้ในการทำงานอย่างไร (ซึ่งเป็นแนวทางการศึกษาแบบ The legal actor approach ซึ่งมีกรอบคำถามทำนองว่า how legal actors are influenced by emotions)

หากย้อนกลับมามองสังคมไทย ผู้เขียนคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องศึกษากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมด้วยแนวการศึกษาใหม่ๆ เนื่องจากการศึกษากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมามีลักษณะการศึกษาที่เป็นส่วนเสี้ยวของความหมายกฎหมาย/ความยุติธรรม และมักจะเน้นทางด้าน “ทักษะ” ของการใช้กฎหมายและที่สำคัญ มักจะศึกษาโดยเลือกหยิบปัญหาบางแง่มุมของกฎหมายเรื่องหนึ่งๆ มาทำให้ละเอียดขึ้น หรือทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาภายในข้อกฎหมายหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นเท่านั้น ซึ่งในความเห็นผู้เขียนแล้ว การศึกษาเช่นนี้เป็นการยอมจำนนต่อกฎหมายโดยไม่คำนึงถึง “ความยุติธรรม” แต่อย่างใด

ความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งทุกมิติของ โลกในวันนี้ ทำให้เกิดการแสวงความรู้ใหม่ๆ เพื่อทำความเข้าใจและสร้างสรรค์ “โลก” ให้งดงามขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับมนุษย์และระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง

ขณะเดียวกัน สังคมไทยก็ตกอยู่ในจังหวะความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เราจะเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงได้ ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจมิติต่างๆ ในสังคมอย่างแจ่มชัด โดยเฉพาะมิติความสัมพันธ์ทางอำนาจผ่านการสร้างสิ่งที่เราเรียกกันว่า ความยุติธรรม” ซึ่งเราจะจะเข้าใจได้ จำเป็นจะต้องนำทั้งหมดกลับเข้าไปสู่บริบททางประวัติศาสตร์/ยุคสมัย เพื่อที่จะมองเห็นส่วนที่ลึกมากขึ้นของความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ดำรงอยู่ อันได้แก่ ระบอบอารมณ์ ความรู้สึก

เชื่อมั่นได้ว่า การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับระบอบอารมณ์ความรู้สึกจะทำให้สังคมไทยเข้าใจตัวเองได้ดีมากกว่าเดิมมากทีเดียว