เฝ้าระวัง ‘Brexit’ กระทบ เงินทุนเคลื่อนย้ายรุนแรง

เฝ้าระวัง ‘Brexit’ กระทบ เงินทุนเคลื่อนย้ายรุนแรง

ขณะที่ทั่วโลกกำลังแตกตื่น และนับถอยหลัง

  เหลืออีกเพียง 5 วันก็จะถึงวันลงประชามติของชาวอังกฤษ หรือ Brexit ที่ย่อมาจาก British Exit ที่จะชี้ชะตาว่าอังกฤษจะคงอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไปหรือไม่ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ แต่เมื่อพฤหัสบดีที่ผ่านมาก็เกิดเหตุการณ์ช็อกตลาดอย่างฉับพลันจากกรณีที่ Jo Cox สมาชิกหญิงแห่งรัฐสภาอังกฤษที่ถูกยิงและแทงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสกลางถนนที่เมือง West Yorkshire เหตุการณ์ที่ก่อความรู้สึกตกตะลึงทั่วอังกฤษ จนส่งผลให้ต้องระงับการรณรงค์หาเสียง ก่อนถึงการลงประชามติ ทั้งฝ่ายที่ต้องการให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป และฝ่ายที่ต้องการให้เป็นสมาชิกต่อไป ต้องยุติลงชั่วคราว โดยนางโจ ค็อกซ์ เป็น ส.ส.สังกัดพรรคแรงงานของอังกฤษได้เสียชีวิตลงแล้ว ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ร้ายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในแวดวงการเมืองของอังกฤษ โดยตำรวจได้จับกุมชายวัย 52 ปี ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อเหตุ และได้รับการเปิดเผยชื่อว่าคือนายทอมมี่ แมร์ ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์เปิดเผยว่า ได้ยินผู้ก่อเหตุตะโกนว่าอังกฤษต้องมาก่อนถึง 2 ครั้งก่อนลงมือ

อย่างไรก็ตาม Brexit ไม่เพียงเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่เกิดขึ้นกับการเมืองในอังกฤษ แต่ยังเขย่าตลาดการเงินทั่วโลกที่เกิดความปั่นป่วน แม้แต่ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็มองตลาดการเงินโลกอย่างน่าเป็นห่วง เนื่องจาก“ปัจจัยการทำประชามตินั้นส่งผลกระทบจากตลาดการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นเงินเคลื่อนย้ายจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง มายังสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง” โดยให้คำแนะนำกับภาคเอกชนไทยในการรับมือสถานการณ์ ควรเตรียมความพร้อมบริหารความเสี่ยงกับปัจจัยไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น รวมถึงใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงป้องกันผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน ทั้งนี้ยืนยันว่าแบงก์ชาติมีเครื่องมือ ในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าวหากเกิดความผันผวนในตลาดการเงิน โดยสัปดาห์หน้าเป็นช่วงที่เข้าใกล้การทำประชามติ ยิ่งทำให้เกิดความผันผวน และเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากอังกฤษเลือกที่จะออกจากสหภาพยุโรปจริง จะก่อให้เกิดความผันผวนในระยะปานกลาง

โดยเฉพาะปัจจัยเสี่ยงของค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลง ต่อเนื่องจากระดับ 1.57 ดอลลาร์/ปอนด์ในช่วงระยะ 12 เดือนก่อนหน้านี้ มาอยู่ที่ 1.42 ดอลลาร์/ปอนด์ในขณะนี้ และอาจอ่อนค่าลงอีก รวมทั้งจะส่งผลกระทบไปยังค่าเงินยูโรอีกด้วย ถึงแม้ว่าข่าวการยุติรณรงค์หาเสียงให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปสะดุดลงชั่วคราวนั้น กลับส่งผลเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.43 ดอลลาร์ในวันศุกร์ แต่คำถามยังคงมีเกิดขึ้นว่าผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะสั่นสะเทือนต่อการเป็นศูนย์กลางทางการเงินโลกของลอนดอนในอนาคตหรือไม่ ซึ่งข้อสงสัยต่างๆ ได้ทำให้เกิดการเทขายทั้งหุ้นและพันธบัตรจนทำให้ผลตอบแทนการลงทุนในพันธบัตรเงินปอนด์ลดลงในระดับต่ำ รวมทั้งการขายเงินปอนด์สเตอร์ลิงที่ต่อเนื่อง โดยมีการทำธุรกรรมทางการเงินที่ละทิ้งสินทรัพย์ที่เป็นเงินปอนด์มากถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาไม่นานนักในช่วงที่เกิดการพลิกกลับของกลุ่มที่ต้องการให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปขึ้นมาเป็นฝ่ายนำ

ทั้งนี้ โพลล์ต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าคนอังกฤษที่ต้องการโหวต ให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปที่มีจำนวนมากกว่านั้น ได้ปรากฏอยู่ในโพลล์ของ The Guardian/ICM พบว่าให้โหวตออกหรือ Leave มีสัดส่วน 53% เทียบกับ 47% ให้อยู่ต่อหรือ Remain ส่วน The Financial Times poll พบว่าให้โหวตออกมีจำนวน 45% เทียบกับโหวตให้อยู่ 43% โพลล์ของ The Times YouGov ชี้ว่าโหวตให้ออก 46% โหวตให้อยู่ 39% โพลล์ของThe Independent มีตัวเลขถ่างที่สุดคือ 55% โหวตออก และ 45% โหวตให้อยู่ต่อ มีเพียงโพลล์ของ The Telegraph ชี้ว่าโหวตให้อยู่ 49% เทียบกับโหวตออก 48% แต่เมื่อเกิดข่าวการถูกสังหารของนางโจ ค็อกซ์ นั้นที่เบรกให้การรณรงค์หาเสียงทางการเมืองเพื่อการลงประชามติหยุดลงนั้น เสียงโพลล์เริ่มสวิงกลับล่าสุดมาเป็นให้อยู่ต่อ 44% และให้ออกลดลงที่ 39% แทน

แต่คำถามที่ยังคงท้าทายอังกฤษว่าจะอยู่ต่อหรือจะออกจากสหภาพยุโรป เพราะไม่เพียงจะกระทบต่ออนาคตของอังกฤษ ถ้าหากเกิดกรณีที่อังกฤษเลือกจะออกจากสหภาพยุโรปจริง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจะมีต่อการคงอยู่ ของการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ที่เป็นความอยู่รอดของสหภาพยุโรป ที่มีสมาชิก 28 ประเทศอีกด้วย โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงและต้องเฝ้าระวังมากที่สุด ก็คือการบั่นทอนแนวคิดการเปิดเสรีทั้งด้านการค้าและการลงทุน รวมถึงการร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโลกจากนี้ไป อาจจะยิ่งเพิ่มเงื่อนไขและข้อจำกัดมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดนับจากนี้ต่อไป