ประชามติคนอังกฤษ เรื่องอียู

ประชามติคนอังกฤษ เรื่องอียู

อาทิตย์นี้เป็นอีกอาทิตย์ที่สำคัญสำหรับตลาดการเงินโลก เพราะวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายนนี้

ประชาชนอังกฤษจะลงประชามติว่าอังกฤษจะอยู่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปหรืออียู ต่อไปหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการแสดงความเห็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่ประชาชนอังกฤษได้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้อังกฤษคงสมาชิกภาพของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป หรือ European Economic Community (ซึ่งเป็นชื่อเดิมของสหภาพยุโรป) เมื่อปี 1975 ซึ่งตอนนั้นประชาคมเศรษฐกิจยุโรปมีสมาชิกเพียงแปดประเทศ

ช่วงที่อังกฤษเข้าเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรปครั้งแรกปี 1973 ตอนนั้นผู้เขียนกำลังเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษพอดี ยังจำได้ถึงความตื่นเต้นของคนอังกฤษที่ต้องการให้อังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เพราะโดยพื้นฐานแล้วคนอังกฤษและคนยุโรปใกล้ชิดกัน ติดต่อค้าขาย แลกเปลี่ยนความรู้และศิลปวัฒนธรรมกันมาตลอด โดยผู้นำอังกฤษในช่วงนั้นมองว่าการเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปจะทำให้อังกฤษได้ประโยชน์จากการสร้างสรรค์และแลกเปลี่ยนความคิด ข้อมูล และสิ่งใหม่ๆ ร่วมกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจอังกฤษมีประสิทธิภาพและมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น นำไปสู่การเติบโตและความมั่งคั่ง

แต่หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนไปมากช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมา ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปได้กลายเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบัน มีสมาชิก 28 ประเทศและมีประชากรร่วมกันกว่า 500 ล้านคน และช่วงที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจอังกฤษจะได้ประโยชน์จากการขยายตัวของการค้าและการลงทุนร่วมกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป รวมถึงกรุงลอนดอนได้เติบโตเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญของโลก แต่การเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปก็ได้สร้างข้อจำกัดให้กับอังกฤษในหลายด้าน เช่น ด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศและนโยบายการคลัง ทำให้อังกฤษไม่สามารถใช้นโยบายและมาตรการเหล่านี้ได้อย่างคล่องตัว ตามความจำเป็นของสถานการณ์ของประเทศ

นอกจากนี้ การเปิดกว้างของตลาดแรงงานส่งผลให้อังกฤษต้องยอมรับแรงงานอพยพจากส่วนอื่นๆ ของยุโรปเข้ามาทำงานในประเทศ สร้างแรงกดดันต่อการมีงานทำของคนอังกฤษ ที่สำคัญ เพราะอังกฤษไม่ได้เป็นสมาชิกก่อตั้งของสหภาพยุโรป และไม่ได้อยู่ในกลุ่มยูโรโซน อังกฤษจึงไม่สามารถมีอิทธิพลหรือบทบาทนำในการวางนโยบายกลางของสหภาพยุโรปได้มากเท่ากับสมาชิกก่อตั้ง เช่น เยอรมัน และฝรั่งเศส ทำให้อังกฤษอยู่ในฐานะผู้ตามมากกว่าผู้นำ

แต่ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างกระแสต่อต้านการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของอังกฤษ เพราะเศรษฐกิจอังกฤษมีการเติบโตดีต่อเนื่อง แต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลกปี 2008 แรงเสียดทานเริ่มมีมากขึ้น เศรษฐกิจอังกฤษเริ่มถดถอย อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่แรงงานอพยพจากยุโรปก็ได้สร้างปัญหาให้กับอังกฤษมากขึ้น ทั้งหมดนี้กระทบความเป็นอยู่และความรู้สึกของคนอังกฤษ จนเป็นแรงกดดันสำคัญให้รัฐบาลต้องทบทวนสถานะของประเทศอังกฤษในสหภาพยุโรปที่นำไปสู่การลงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ เมื่อนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้ให้คำมั่นสัญญาในปี 2013 ว่า จะจัดให้มีการลงประชามติในเรื่องนี้ก่อนปี 2017 ถ้าพรรคอนุรักษ์นิยมของเขาชนะการเลือกตั้งในปี 2015 และได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก ผลก็คือพรรคอนุรักษ์นิยมของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ชนะการเลือกตั้ง ปี 2015

เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ รัฐบาลอังกฤษจึงได้ประกาศให้มีการลงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายน พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนอังกฤษลงประชามติสนับสนุนให้อังกฤษอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป ณ ตอนประกาศ ความเห็นของคนอังกฤษขณะนั้นส่วนใหญ่สนับสนุนการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป โดยผลการหยั่งเสียงเดือนกุมภาพันธ์ให้เสียงสนับสนุนการอยู่ต่อ 43 เปอร์เซ็นต์ เสียงให้ออกมี 40 เปอร์เซ็นต์ และยังไม่ได้ตัดสินใจ 17 เปอร์เซ็นต์ แต่ล่าสุดอาทิตย์ที่แล้วขณะเขียนบทความนี้ เปอร์เซ็นต์เสียงให้อยู่ต่อลดลงเหลือ 40 เปอร์เซ็นต์ เสียงให้ออกเพิ่มขึ้นเป็น 47 เปอร์เซ็นต์ เป็นคะแนนนำ โดยมี 13 เปอร์เซ็นต์ที่ยังไม่ตัดสินใจ

การพลิกกลับของคะแนนหยั่งเสียง ในความเห็นของผมส่วนหนึ่งสะท้อนอารมณ์ของสังคมโลกขณะนี้ที่เบื่อหน่ายกับปัญหาหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น และไม่มีการแก้ไข จึงต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง และก็สอดคล้องกับแนวโน้มการเมืองและสังคม ในหลายประเทศที่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับการมองตนเอง มองเข้ามาข้างใน (inward-looking) มากกว่าเรื่องภายนอก และพร้อมที่จะลองทางเลือกใหม่เพื่อหาคำตอบ ผลการหยั่งเสียงล่าสุดที่พลิกกลับทำให้มีความไม่แน่นอนมากขึ้นว่า อังกฤษจะอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไปหรือไม่ และได้สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงิน เมื่อนักลงทุนเริ่มปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้เงินปอนด์อังกฤษอ่อนค่าลง

แต่ที่น่าสนใจและต้องยกย่องคนอังกฤษและความเข้มแข็งของระบบประชาธิปไตยของอังกฤษ ก็คือ ในช่วงที่ประเทศต้องลงประชามติในเรื่องที่สำคัญ ประชาชนอังกฤษสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเปิดเผย ฝ่ายสนับสนุนก็แสดงเหตุผลพร้อมข้อมูลและตัวเลขประมาณการความเสียหายต่อประเทศที่จะเกิดขึ้นกรณีที่อังกฤษออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนก็เช่นกัน แสดงข้อมูลและเหตุผลต่างๆ ว่าทำไมอังกฤษควรออกจากสหภาพยุโรป พูดถึงปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา ถ้าอังกฤษยังอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป ทำให้ประชาชนอังกฤษมีข้อมูลทั้งสองด้านประกอบการตัดสินใจ นำไปสู่การตัดสินใจของประชาชนบนพื้นฐานของข้อมูลและเหตุผล นี่คือตัวอย่างของสังคมที่เข้มแข็ง ที่อยู่กันด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผล และเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง

ต่อคำถามว่าผลกระทบจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะกรณีที่อังกฤษเลือกจะออกจากสหภาพยุโรป ในประเด็นนี้ ผมคิดว่าคงต้องแยกพิจารณาผลกระทบ เป็นผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้นผลกระทบส่วนใหญ่คงเกิดขึ้นในตลาดการเงินจากผลของข่าวที่ออกไป ที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอังกฤษกับกลุ่มสหภาพยุโรปในอนาคตจะเปลี่ยนไป ซึ่งคงจะกระทบการค้าและการลงทุนของทั้งอังกฤษและสหภาพยุโรป และเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจทั้งอังกฤษและยุโรปในแง่การขยายตัว การคาดการณ์เหล่านี้ได้ทำให้ตลาดการเงินเริ่มปรับตัว ส่งผลด้านลบต่อราคาทรัพย์สิน และตราสารทางการเงินในสกุลเงินยูโรและเงินปอนด์สเตอร์ลิง จากที่นักลงทุนลดความเสี่ยงและถอนการลงทุนจากทรัพย์สินเหล่านี้ไปลงทุนในทรัพย์สินอื่นที่ดูปลอดภัยกว่าแทน

สำหรับในระยะยาว ผลกระทบทางเศรษฐกิจจริงๆ จะขึ้นอยู่ว่าเมื่ออังกฤษไม่อยู่ในสหภาพยุโรปแล้ว จะมีรูปแบบหรือข้อตกลงอะไรที่จะกำกับการค้าและการลงทุนระหว่างอังกฤษกับกลุ่มสหภาพยุโรปต่อไปที่จะมาแทนสิทธิประโยชน์เดิม ที่อังกฤษเคยได้จากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ในประเด็นนี้ยังไม่มีใครตอบได้ เพราะขึ้นอยู่กับข้อตกลงและการเจรจาด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศอังกฤษและกลุ่มสหภาพยุโรปที่จะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งตามสนธิสัญญาลิสบอน ประเทศที่ตัดสินใจออกจากสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป จะมีเวลาสองปีที่จะเตรียมตัวก่อนสิทธิประโยชน์และข้อผูกพันต่างๆ จะจบสิ้นลง

เวลาสองปีนี้ก็จะเป็นเวลาที่อังกฤษและสหภาพยุโรปจะต้องตกลงกันว่าจะดำเนินการกันต่ออย่างไร คือ จะให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่อังกฤษหรือไม่ หรือจะไม่ให้สิทธิประโยชน์เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอียู

ท้ายสุด ที่อยากให้ตระหนักก็คือ ประเด็นสำคัญจริงๆ ของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่ความเสี่ยงที่จะมีต่อการคงอยู่ของการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการจัดตั้งสหภาพยุโรปตั้งแต่แรกเมื่อสี่สิบปีก่อน การลาออกจากสมาชิกภาพของอังกฤษเหมือนเป็นข้อยืนยันว่าประเทศสมาชิกอาจไม่ได้ประโยชน์จากการรวมตัวทางเศรษฐกิจมากจริงอย่างที่หวัง ซึ่งต่อไปถ้าเศรษฐกิจอังกฤษประสบความสำเร็จและเติบโตได้ดีแม้ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ก็อาจเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นๆ ในกลุ่มสหภาพยุโรปทำตาม ซึ่งถ้าเกิดขึ้นก็จะบั่นทอนความคงอยู่ของสหภาพยุโรปและการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้แนวคิดว่าด้วยการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ รวมถึงการร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโลกขณะนี้ และจากนี้ไปก็จะยิ่งมีข้อจำกัดมากขึ้น