การพัฒนาแบบหมาเห็นเงา (11)

การพัฒนาแบบหมาเห็นเงา (11)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อหลายสำนักรายงานเรื่องชาวเวเนซุเอลาขาดอาหารถึงกับต้องประทังชีวิต

ด้วยการรื้อกองขยะค้นหาเศษอาหารที่ชาวบ้านบางคนโยนทิ้ง และเรื่องการปล้นเอาอาหารทำให้เกิดการยิงกันตาย แต่รายงานเหล่านั้นมิได้บ่งถึงที่ไปที่มาของปรากฏการณ์ ผู้อ่านคอลัมน์นี้ย่อมทราบดีว่าผมพูดถึงเวเนซุเอลาหลายครั้งรวมทั้งในตอน (3) ของบทความชุดนี้ ซึ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา

เวเนซุเอลามีน้ำมันปิโตรเลียมที่ค้นพบแล้วมากที่สุดในโลก แต่ประชาชนกลับยากจนอย่างแพร่หลาย ปัจจัยที่ทำให้เกิดความยากจนได้แก่นโยบายการพัฒนาแบบหมาเห็นเงา ผมเล่าเรื่องราวของเวเนซุเอลาไว้ในหนังสือชื่อ เล่าเรื่องเมืองน้ำมัน ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2545 (ดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com) เมืองไทยมีอะไรคล้ายเวเนซุเอลาหลายอย่างพร้อมกับมีข้อแตกต่างน่าสนใจ

เวเนซุเอลา” แปลว่า “เวนิสน้อย” ชื่อนี้มีที่มาจากนักล่าอาณานิคมชาวยุโรป พวกเขาเดินเรือไปถึงผืนดินแห่งหนึ่งซึ่งต่อมาเป็นประเทศเวเนซุเอลาในปัจจุบัน ผืนดินตรงนั้นมีทะเลสาบพร้อมกับเกาะหลากหลายคล้ายเมืองเวนิสของอิตาลี พวกเขาจึงตั้งชื่อว่า เวนิสน้อย เราต่างทราบกันดีว่า ย้อนไปในสมัยก่อน กรุงเทพฯ มีแหล่งน้ำมากมาย ส่งผลให้ฝรั่งตั้งสมญาว่า เวนิสตะวันออก ณ วันนี้ แหล่งน้ำที่ฝรั่งอ้างถึงทั้งในเวเนซุเอลาและในกรุงเทพฯ มักสกปรกจนเปลี่ยนสีพร้อมกับมีกลิ่นเหม็น เหตุปัจจัยที่ทำให้เป็นเช่นนั้นได้แก่ความแออัดประกอบกับความมักง่ายและความฉ้อฉลของพลเมือง ความเน่าเหม็นของแหล่งน้ำลำคลองอาจมองได้ว่าการพัฒนาของสองประเทศมิได้เกิดขึ้นจริง

ทั้งไทยและเวเนซุเอลามีนางงามจักรวาลมากกว่าหนึ่งคนและมีนายพลในอัตราสูงมาก เรื่องทั้งสองอาจมองได้จากหลายแง่มุม จากมุมมองของการใช้ทรัพยากร มีคำถามว่าการใช้ทรัพยากรคุ้มค่าหรือไม่ จริงอยู่ หญิงงามทำให้เจริญตา แต่มีคำถามตามมาว่าสิ่งที่เรายึดว่างามนั้นเกิดจากการถูกล้างสมองใช่หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสิ่งที่มองว่างามมิได้เป็นไปตามธรรมชาติ การทุ่มเททรัพยากรเพื่อทำให้เกิดความงามตามความนิยมมักเลยเถิดจนเกิดความสูญเปล่าสูง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการประกวดนางงามในสารพัดโอกาส การผ่าตัดตกต่างร่างกาย หรือการใช้เวลาอันมีค่ายิ่งหมดไปกับความหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาความงามที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ

สำหรับทางด้านการมีนายพลในอัตราที่มักเรียกกันว่าล้นเมืองนั้นการสูญเสียทรัพยากรอาจแยกมองได้เป็นหลายประเด็น อาทิเช่น การใช้มันสมองของบุคคลชั้นหัวกะทิหมดไปในด้านที่สนับสนุนการพัฒนาเพียงจำกัด การใช้รายได้ของรัฐสำหรับเงินเดือนและสวัสดิการ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ไม่มีงานในหน้าที่ให้ทำแบบเต็มเวลา จึงมักแสวงหาสิ่งอื่นทำซึ่งในบางกรณีเป็นกิจการสีเทา นายทหารยึดอำนาจบ่อยครั้งทั้งในเมืองไทยและในเวเนซุเอลา

เวเนซุเอลาตั้งอยู่ในเขตร้อนเช่นเดียวกับไทย มีอาณาเขตกว้างใหญ่กว่าไทยเกือบสองเท่าพร้อมมีที่ดินและแหล่งน้ำเหมาะสำหรับใช้ในการผลิตอาหารแต่มีประชากรไม่ถึงครึ่งของเมืองไทย ย้อนไปในช่วงเวลาที่เวเนซุเอลายังไม่พบและผลิตน้ำมันขายเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ชาวเวเนซุเอลาส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน และผลิตอาหารได้เพียงพอแก่ความต้องการของประเทศ ภาคเกษตรกรรมถูกละทิ้งหลังรัฐบาลมีรายได้จากการขายน้ำมันและต้องการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เป็นแนวอุตสาหกรรมหนัก รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมผ่านการตั้งรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก รัฐวิสาหกิจมีบทบาทสำคัญในการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับรัฐบาล พร้อมกับให้เงินเดือนและสวัสดิการสูง

รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นมาสร้างปัญหาหลายอย่าง รวมทั้งการขาดประสิทธิภาพ การใช้เงินแบบไม่รัดกุม การสร้างหนี้ต่างประเทศและการคดโกง การสนับสนุนการลงทุนในรัฐวิสาหกิจที่ขาดประสิทธิภาพ มีผลกระทบทางลบต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนซึ่งขนเงินทุนออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง

การละทิ้งเกษตรกรรมทำให้ต้องนำเข้าอาหารเพื่อสนองความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันรัฐบาลกระตุ้นให้ประชาชนบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการตั้งค่าเงินตราไว้สูงกว่าอัตราในตลาดเสรีอย่างมีนัยสำคัญ และการขายน้ำมันให้แก่ประชาชนในราคาต่ำเสมือนให้เปล่า ปัญหาต่างๆ ถูกกลบเกลื่อนได้ตราบใดที่รัฐบาลส่งออกน้ำมันได้ในราคาสูง ดังเป็นที่ทราบกันดี ในช่วงสองปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันตกลงมากว่าครึ่ง ทำให้เวเนซุเอลาไม่สามารถนำเข้าอาหารได้อย่างเพียงพอ

จากมุมมองของเรื่องน้ำมัน เมืองไทยอาจโชคดีที่ยังไม่มีการพบน้ำมันปริมาณมหาศาลเช่นเดียวกับเวเนซุเอลา อย่างไรก็ดี ในขณะนี้มีผู้เชื่อว่าในช่วงเวลาอันสั้นเมืองไทยจะพบน้ำมันปริมาณมหาศาลแน่ บนฐานของความเชื่อนี้มีการสนับสนุนให้รัฐบาลยึดบริษัทน้ำมันมาเป็นของรัฐและขายน้ำมันให้คนไทยในราคาถูกกว่าในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญด้วยในบางกรณี มีการยกเวเนซุเอลาขึ้นมาเป็นตัวอย่างเรื่องการใช้รายได้จากการขายน้ำมันเพื่อสวัสดิการของประชาชนอย่างกว้างขวาง

แต่ผู้ยกตัวอย่างดูจะไม่ทราบว่าย้อนไปในยุคที่เวเนซุเอลาเริ่มมีรายได้มหาศาลจากการขายน้ำมันด้วยราคาที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด รัฐมนตรีพลังงานของเขาเตือนว่า อย่าหลงระเริงทั้งนี้เพราะน้ำมันเป็น อุจจาระของปีศาจการไม่ฟังคำเตือนนั้นส่งผลให้เวเนซุเอลาดำเนินนโยบายพัฒนาแบบหมาโง่เห็นเงา

ไทยเราอยากจะเป็นเช่นเวเนซุเอลาหรือ?