กระตุ้นจนท.รัฐ เร่งเมกะโปรเจคฟื้นเศรษฐกิจ

กระตุ้นจนท.รัฐ เร่งเมกะโปรเจคฟื้นเศรษฐกิจ

ช่วงนี้่หลายคนยังคงคาดหวัง ภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัว

 หลังจากอยู่ในภาวะ ชะลอตัวต่อเนื่องมานาน ไหนจะภัยแล้งเข้ามาซ้ำเติมปัญหา ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ พืชผลไม่ได้ตามฤดูกาล จำนวนลดน้อยถอยลง รายได้เกษตรกรหดหาย รายได้จากพ่อค้าคนกลางก็ดูเหมือนจะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง


จะว่าไปก็ยังคงอยู่ในภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภาครัฐจึงต้องทำงานหนักเพื่อฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจ สิ่งหนึ่งที่เราเห็นความพยายามชัดเจน คือ การผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ ในกลุ่มเมกะโปรเจคต่างๆ ซึ่งแน่นอนพูดถึงเมกะโปรเจคช่วงนี้
หลายคนจะนึกถึงโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน อย่างถนน สะพาน และ ที่สำคัญโครงการระบบขนส่งต่างๆ ทั้งรถไฟฟ้า 11 เส้นทาง รถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยง จังหวัดสำคัญๆ ซึ่งดูเหมือนโครงการเหล่านี้ ได้รับการผลักดันให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง
มองเห็นความคืบหน้าและแผนงานที่ชัดเจนขึ้น


แต่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ ไม่ได้มีเฉพาะการคมนาคมขนส่ง ยังมีอีกหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างของภาคเกษตร การสร้างระบบพื้นฐานรองรับการขยายตัวทางการลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งหากไม่
นับโครงการรถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูงแล้ว ก็ดูเหมือนโครงการอื่นๆ ยังย่ำอยู่กับที่ไม่คืบหน้าไปตามแผนงานในเป้าหมายเท่าที่ควร ทั้งที่ได้มีการประกาศใช้ ม.44 เพื่อลดขั้นตอนเร่งการดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว


ความนิ่งของโครงการอื่นๆ ที่ไม่ใช่การคมนาคมนี้เอง ทำให้นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธิ์ จันทร์โอชา ต้องออกมาประกาศติดตาม เร่งความคืบหน้าหลายโครงการที่ยังคงนิ่งอยู่ ทั้งที่รัฐได้อนุมัติแผนต่างๆ ไปแล้ว จึงทำให้รัฐบาลมีแนวคิด จะต้ั้งคณะ
กรรมการติดตามผล โครงการขนาดใหญ่ของรัฐขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง โดยมีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานคณะกรรมการ


พูดถึงคณะกรรมการ การตั้งกรรมการชุดใหม่ก็ไม่ต่างจากกรรมการที่มีอยู่นับไม่ถ้วน เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีคนติดตามทวงถาม แต่ปัญหาอยู่ที่เจ้าหน้าที่ไม่เดินหน้าโครงการต่างหาก เมื่อผู้ปฏิบัติเพิกเฉย จึงจำเป็นต้องมีผู้ติดตามทวงถามเพิ่มเข้ามา
แต่ก็อดคิดไม่ได้ คณะกรรมการที่มีเป็นร้อยเป็นพันชุด หากยังต้องเผชิญกับภาวะนิ่งเฉยเฉื่อยชา ของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโดยตรง กี่โครงการก็คงไม่อาจเดินหน้าได้


แนวคิดในเรื่องกระตุ้นโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญ ในการผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ จึงควรหันมากระตุ้นที่ตัวเจ้าหน้าที่เป็นหลัก เปลี่ยนทัศนคติเช้าชามเย็นชาม มาเป็นกระตือรือล้นตื่นตัวในการทำงาน โดยไม่ต้อง
รอให้ใครมาเป็นผู้กำกับติดตาม หากพื้นฐานของเจ้าหน้าที่มีความตั้งใจ ที่จะดำเนินงานแน่นอนทุกโครงการย่อมคืบหน้า แต่หากเจ้าหน้าที่เพิกเฉย แม้มีเพียงโครงการเดียวก็คงเปล่าประโยชน์


ปรับโครงสร้างประเทศไทยวันนี้ ต้องปรับวิธีคิดและการทำงานของเจ้าหน้าที่ ให้พร้อมก้าวไปในทิศทางเดียวกัน ร่วมกันบูรณาการการทำงาน การแก้ปัญหา การเดินไปข้างหน้า ที่ทุกคนควรก้าวเท้าไปพร้อมกัน จึงจะเกิดความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้