บทสนทนากับเพื่อนจีน ว่าด้วยจราจรกับมลพิษปักกิ่ง

บทสนทนากับเพื่อนจีน ว่าด้วยจราจรกับมลพิษปักกิ่ง

ผมแวะไปปักกิ่งเที่ยวนี้ เพื่อนคนจีนบอกว่า

เขากำลังจะแก้ไขปัญหา รถติดเป็นตังเมอันโด่งดังของเมืองหลวงประเทศจีนอย่างจริงจัง

“ทางการกำลังศึกษาว่าจะให้เก็บค่าต๋งพิเศษ สำหรับรถที่วิ่งในช่วงจราจรหนาแน่นเหมือนที่สิงคโปร์ ลอนดอน และสตอกโฮล์ม” เพื่อนผมบอก

ผมถามว่าจะเอาจริงหรือ?

ผมไม่ค่อยเชื่อเพราะเคยได้ยินว่าก่อนหน้านี้ทางการปักกิ่ง ก็เคยบอกว่าจะพิจารณาให้ลดปริมาณรถบนท้องถนน ด้วยการกำหนดให้ออกมาวิ่งได้ตาม “วันคู่, วันคี่” ที่คล้องจองกับเลขทะเบียนเท่านั้น

แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะเอาจริงเอาจังเท่าไหร่ ทำเฉพาะช่วงวันหยุดที่ผู้คนแห่กันออกจากบ้านล้นหลาม

ผมไปปักกิ่งครั้งนี้ได้นั่งทั้งแท็กซี่และรถไฟใต้ดิน เพื่อประเมินความหนาแน่นของจราจร

แท็กซี่บอกผมว่าทุกวันนี้มาตรการที่ทางการใช้เพื่อลดปัญหาจราจร คือการประกาศว่าเลขท้ายสุด ของทะเบียนรถคันไหนวันนี้ให้จอดอยู่ที่บ้าน

เป้าหมายคือลดจำนวนรถส่วนตัวลงสัก 20% ต่อวัน แต่ก็ยังไม่สามารถผ่อนปรนปัญหาได้มากนัก

จึงต้องมีการระดมสมองเพิ่มวิธีการที่จะแก้ปัญหาจราจรของเมืองหลวงให้ถาวร

ปัญหาของปักกิ่งสองเรื่องที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนกว่า 21 ล้านคนทั้งเมืองหลวง

คืออากาศเป็นพิษ และจราจรไม่ขยับ

สองเรื่องนี้เกี่ยวโยงกัน เพราะตัวเลขล่าสุดของจำนวนรถยนต์ที่วิ่งบนท้องถนนที่ปักกิ่งคือ 5.6 ล้านคัน

ซึ่งปล่อยมลพิษออกมาประมาณปีละ 700,000 ตัน

ตัวเลขทางการบอกว่ามลพิษของปักกิ่ง 31% มาจากไอเสียของรถที่วิ่งอยู่กลางถนน

ยิ่งรถติดมาก พิษจากท่อไอเสียก็ยิ่งมาก

ไม่นับหมอกควันที่เกิดจากมลพิษของโรงงานที่ใช้ถ่านหินและเชื้อเพลิงอื่น ๆ ที่ทำให้อากาศปักกิ่งมัวซัว, หายใจไม่ทั่วท้อง, และบ่อยครั้งมลพิษจะครอบคลุมไปทั้งเมืองในระดับ “อันตรายต่อสุขภาพ ไปไหนมาไหนต้องสวมหน้ากาก ถึงขั้นที่ทางการประกาศว่าถ้าไม่จำเป็นขอให้ประชาชนอยู่ในบ้าน

ผมติดตามข่าวเรื่องรถติดของปักกิ่งมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะเมื่อเดินทางบ่อยก็จะต้องเผชิญกับปัญหาจราจรติดยาวเหยียดในหลายเมือง

ที่แย่ที่สุดในประสบการณ์ของผม (ไม่นับกรุงเทพฯบ้านเรา) เห็นจะเป็นจาการ์ตา เมืองหลวงอินโดนีเซีย จะไปไหนมาไหนต้องวางแผนสำหรับรถติดหลายชั่วโมง เพื่อนคนหนึ่งเคยติดอยู่ในรถถึง 6 ชั่วโมง วาดภาพไม่ออกว่าปวดเบาปวดหนักจะทำอย่างไร

มะนิลาของฟิลิปปินส์ก็ย่ำแย่พอ ๆ กัน

แต่ปักกิ่งก็ไม่ยอมแพ้ใครในเรื่องนี้ การเดินทางในเมืองหลวงของจีนจึงต้องวางแผนล่วงหน้ากันให้ดี หาไม่แล้วก็จะติด ไม่ขยับไปไหนเป็นชั่วโมงได้เหมือนกัน

ความจริงเรื่องจะเก็บสตางค์รถที่วิ่งในช่วงรถติดตอนเช้าและเย็น เคยเป็นข่าวมาแล้วเมื่อปี 2010 และ 2013 แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้นำมาใช้ อาจเป็นเพราะกลัวคนปักกิ่งโวยวาย

ผมมาปักกิ่งครั้งนี้ก็มีข่าวอีกครั้งว่าจะปัดฝุ่นเอามาตรการนี้มาใช้อีก แต่ที่ผมบอกเพื่อนคนจีนว่าไม่ค่อยเชื่อว่าจะเป็นจริง เพราะทางการเขาบอกว่าเรื่องนี้จะบรรจุใน “แผน 5 ปี”

ซึ่งสำหรับผมแปลว่าคงยังไม่ทำในเร็ว ๆ นี้ แต่ที่เป็นข่าวอีกครั้งเพราะผู้บริหารนครปักกิ่ง ทั้งเทศบาลนครและฝ่ายดูแลการขนส่งต้องพูดอะไรเหมือนไม่ได้อยู่เฉย ๆ

ก่อนหน้านี้ผมก็ได้ยินว่าเขาจะใช้ “มาตรการเด็ดขาด” ด้วยการให้รถที่มีป้ายทะเบียนเลขคู่ออกมาวิ่งได้ในวันคู่ และเฉพาะทะเบียนเลขคี่ออกมาในวันคี่ อย่างน้อยก็ช่วงฤดูหนาวที่หิมะจะเพิ่มความรุนแรงของปัญหาการจราจร

ถ้านำเอามาตรการนี้มาทำได้จริง รถก็จะหายไปจากท้องถนนครึ่งหนึ่งทีเดียว อย่างน้อยก็ตามทฤษฎี เพราะเศรษฐีจีนก็อาจจะซื้อรถสองคัน ที่มีเลขทะเบียนทั้งเลขคู่และเลขคี่ได้เช่นกัน

มาตรการ คู่คี่ ที่ว่านี้เคยนำมาใช้ในช่วงงานระดับนานาชาติใหญ่ ๆ เช่นช่วงที่ปักกิ่งเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกส์เมื่อปี 2008 และการประชุม APEC เมื่อปี 2014 ซึ่งก็ได้ผลไม่น้อย

ทำให้มีความคิดว่าน่าจะใช้วิธีนี้ในช่วงฤดูหนาวจากวันที่ 15 พฤศจิกายน ถึง 15 มีนาคม เพื่อผ่อนเบาปัญหาจราจร

แต่ถึงวันนี้ มาตรการที่ใช้อยู่คือให้รถหายจากถนนไป 1 ใน 5 โดยเจ้าหน้าที่กำหนดตามกลุ่มทะเบียนรถ

ให้รถหายไป 50% ไม่ได้ อย่างน้อยก็เสกให้จอดในบ้าน 20%

แผนระยะยาวคือการสร้างขนส่งมวลชนมากขึ้น เพื่อให้ใช้รถส่วนตัวน้อยลง

ตามแผนของทางการปักกิ่ง ภายใน 10 ปี เป้าหมายก็คือให้ทุกคนสามารถไปถึงสถานรถไฟใต้ดินในรัศมี 750 เมตรจากบ้านหรือที่ทำงานตัวเอง

ภายในปี 2021 หรืออีก 15 ปีจากนี้ไป ปักกิ่งจะมีเส้นทางรถไฟใต้ดิน 29 สาย และเส้นทางยาว 999 กิโลเมตรหรือมากกว่าปัจจุบัน 80%

ปัญหาคือในปักกิ่งทุกวันนี้การมีรถยนต์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งสถานภาพทางสังคมมากขึ้นทุกที

เจอกันคราวหน้า คุณพาผมนั่งรถไฟใต้ดินตลอดวันเลยดีไหม?...” ผมบอกเพื่อนคนจีนคนนั้น