ปฏิรูปภาษีชี้อนาคต

ปฏิรูปภาษีชี้อนาคต

คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่างพระราชบัญญัติ

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นเรื่องที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ด้านภาษีของไทย ที่สามารถผลักดันกฎหมายออกมาได้ หลังจากที่กฎหมายมีการพูดถึงและผลักดันมานับสิบปี ที่สำคัญในร่างกฎหมายฉบับนี้โอนรายได้ จากการจัดเก็บภาษีให้กับท้องถิ่นทั้งหมดเพื่อใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นของตัวเอง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการปกครองส่วนท้อนถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจากนี้ไป ซึ่งทำให้หลักการกระจายอำนาจเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น

ขณะนี้กระทรวงการคลังมีแนวคิดจะจัดเก็บภาษีที่ดินอีกประเภท คือ ที่ดินที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เนื่องจากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ทำให้ราคาที่ดินบริเวณโดยรอบปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตัดเส้นทางใหม่ การก่อสร้างถนน และที่เห็นได้ชัดคือโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลให้ที่ดินบริเวณสองข้างทางปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีดังกล่าวเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศมีภาษีประเภทนี้เช่นกัน

อันที่จริง แนวความคิดการจัดเก็บภาษีที่ดินที่เพิ่มมูลค่าจากการพัฒนาโครงการของรัฐ เป็นเรื่องที่พูดกันมานานในสังคมไทย แต่ไม่เคยเริ่มทำกันอย่างจริงจัง ซึ่งหลักการจัดเก็บถือเป็นเรื่องความเป็นธรรมอย่างหนึ่งในสังคม นอกจากเรื่องอื่นๆที่จำเป็นต้องพิจารณากันอย่างจริงจัง เพราะผู้มีที่ดินหรือเป็นนักเก็งกำไรที่ดินจากโครงการของรัฐนั้นถือเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรง ในขณะที่การลงทุนของภาครัฐล้วนแต่ใช้ภาษีของประชาชน ดังนั้นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาเหล่านี้จะต้องมีภาระภาษีมากกว่าคนอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม รูปแบบหรืออัตราการจัดเก็บภาษียังเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันอยู่มาก ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงย่อมคัดค้านภาษีประเภทนี้ และประเทศไทยก็ไม่เคยมีภาษีการจัดเก็บลักษณะนี้มาก่อน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักจะผลักดันภาษีประเภทนี้ออกมาบังคับใช้ แต่ในแง่หลักการแล้วถือว่าเป็นเรื่องน่าน่าสนับสนุนอย่างมาก เพราะไม่เพียงแค่ประเด็นรายได้และความเป็นธรรมในทางภาษีเท่านั้น แต่ยังมีผลทางอ้อมด้านอื่นด้วย อาทิ ทำให้การเก็งกำไรมีต้นทุนสูงขึ้นและเกิดประสิทธิภาพการใช้ที่ดินจริงๆ

ดังนั้นหากรัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีที่ดินและทรัพย์สินต่างๆ เพื่อเป็นรายได้ในการพัฒนาประเทศได้มากขึ้น ก็เชื่อแน่ว่ารัฐบาลในอนาคตจะไม่เผชิญกับแรงกดดันในเรื่องของการหารายได้มากนัก เพราะภาษีที่ดินและทรัพย์สินจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และหากหน่วยงานที่จัดเก็บมีประสิทธิภาพมากพอ ก็ยิ่งจะเพิ่มรายได้ให้กับรัฐมากยิ่งขึ้น ซึ่งหมายความว่าผลที่ได้จากภาษีประเภทนี้ นอกจากจะเป็นรายได้แล้วยังช่วยทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมอีกด้วย แม้ยังไม่ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนลดลง

เราเห็นว่าการผลักดันภาษีประเภทนี้ออกมามากยิ่งขึ้น โดยปิดช่องว่างในเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบของคนในสังคมลง จะเป็นผลดีต่อสังคมไทยในระยะยาวอย่างไม่ต้องสงสัย และการจัดเก็บภาษีประเภทนี้อาจถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของนโยบายปฏิรูปประเทศของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่าเป็นเพียงขั้นเริ่มต้นเท่านั้นของการปฏิรูปด้านภาษี แต่ผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไรนั้นต้องขึ้นกับรัฐบาลในอนาคตว่าจะเห็นดีเห็นงามด้วยหรือไม่ และขึ้นอยู่กับว่าคนไทยจะมองเรื่องนี้อย่างไร 

หากเราเห็นว่าความเป็นธรรมในสังคมเป็นสิ่งที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นให้ได้ ก็จำเป็นต้องร่วมกันประคับประคองกฎหมายในลักษณะนี้ แต่หากเราไม่ยินยอมเสียประโยชน์ใดๆให้รัฐ อนาคตของสังคมไทยก็ดูเหมือนจะมืดมน เพราะอย่าลืมว่าความขัดแย้งรุนแรงจนเกินขีดการเจรจาในโลกทุกวันนี้ ก็เนื่องมาจากปัญหาความเป็นธรรม ดังนั้นจึงขึ้นกับว่าคนไทยจะเลือกอยู่สังคมแบบใด