กอ.รมน.ฟ้อง 3 เอ็นจีโอ

กอ.รมน.ฟ้อง 3 เอ็นจีโอ

มีข่าวไม่เล็กไม่ใหญ่ ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

 คือข่าว กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งรับผิดชอบแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แจ้งความดำเนินคดีกับเอ็นจีโอ 3 คน จากกรณีเผยแพร่รายงานสถานการณ์การซ้อมทรมานผู้ต้องหา และผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงที่ถูกจับกุมที่ชายแดนใต้

เอ็นจีโอ 3 คนที่โดนแจ็คพ็อต คือ คุณสมชาย หอมลออ, คุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) คนใหม่ และ คุณอัญชนา หีมมินะ แกนนำกลุ่มด้วยใจ ซึ่งทำงานภาคประชาสังคมในพื้นที่

ข้อหาที่แจ้ง คือ หมิ่นประมาท และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

นับเป็นอีกคดีหนึ่งที่ “ทหาร” ซึ่งมีอำนาจเต็มในบ้านเมืองขณะนี้ มีปัญหากับผู้ที่ทำงานด้านปกป้องสิทธิมนุษยชน

ฝ่ายทหารในกลไก กอ.รมน. แถลงชี้แจงกันเป็นระลอก เหมือนแบ่งทีมสลับกันยิงถล่มข้าศึก เริ่มจาก กอ.รมน.ใหญ่ในส่วนกลางแถลงนำร่องก่อน บอกเป็นคำสั่งของ ผบ.ทบ.เพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติของกองทัพ เพราะเนื้อหาในรายงานไม่เป็นความจริง

จากนั้น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าก็แถลงตาม สาระสำคัญคือได้ตรวจสอบรายงานฉบับนี้แล้ว พบว่าผู้ร้องเรียนถูกซ้อมทรมานที่ว่ามีจำนวน 54 รายนั้น ระบุตัวตนได้จริงเพียง 18 ราย และเมื่อเช็คกับหน่วยกำลังในพื้นที่ ยังไม่พบหลักฐานว่ามีการซ้อมทรมานตามอ้างอีกด้วย

โฆษกกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าระบุตอนหนึ่งว่า “ได้พยายามประสานขอข้อมูลผู้ร้องเรียนในรายงานฯหลายครั้ง เพื่อร่วมกันตรวจสอบความจริงให้ปรากฏ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง จึงถือเป็นการเจตนาจงใจปกปิดข้อมูล...”

และนั่นคือเหตุผลให้ตัดสินใจฟ้องร้อง เพราะเชื่อว่ารายงานไม่มีมูลความจริง แต่จงใจเผยแพร่เพื่อทำลายภาพลักษณ์เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

ผมได้อ่านรายงานชิ้นนี้แล้ว พบว่าด้านหนึ่งมีจุดอ่อนจริง คือการไม่ระบุตัวตนของผู้ร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมาน และยังเป็นข้อมูลฝ่ายเดียว คือฝ่ายของผู้ร้องเรียนเท่านั้น แต่เรื่องอ่อนไหวเช่นนี้ ก็ชอบที่ฝ่ายความมั่นคงจะได้พิจารณาอย่างรอบคอบ

หนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าผู้ร้องเรียนเหล่านี้กำลังกล่าวหาเจ้าหน้าที่ในกำกับของ กอ.รมน.ว่าซ้อมทรมานพวกเขา จึงย่อมไม่ต้องการเปิดตัว เปิดหน้าให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าตนเป็นใคร เพราะภัยอาจมาเยือนได้ทุกนาที โดยเฉพาะในพื้นที่ฝุ่นตลบแบบชายแดนใต้

สอง คือ เหตุการณ์ซ้อมทรมานในพื้นที่นี้เคยเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย หลายเรื่องกลายเป็นคดีความ และหน่วยงานความมั่นคงก็แพ้คดีบนชั้นศาล ต้องจ่ายสินไหมเป็นเงินหลายล้านบาทมาแล้ว เช่น คดีอิหม่ามยะผา, คดีอัสฮารี สะมะแอ

สาม ข้อกำหนดและกฎเกณฑ์บางอย่างที่หน่วยปฏิบัติกำหนดเอาไว้ เช่น การห้ามญาติเยี่ยม 2 วันแรกหลังถูกควบคุมตัว ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นว่ามีการซ้อมทรมานหรือไม่ ซึ่งแม้ภายหลังจะพยายามยกเลิกกฎเกณฑ์นี้แล้ว แต่หน่วยปฏิบัติบางหน่วยก็ยังถือปฏิบัติอยู่เช่นเดิม โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันผู้ก่อความไม่สงบแฝงตัวเข้ามาเยี่ยมแล้วข่มขู่ไม่ให้ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่

แน่นอนว่าการร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมานหลายๆ กรณีเป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดีของผู้ต้องหา แต่ฝ่ายความมั่นคงก็ไม่ควรเหมารวมว่าทุกกรณีเป็นการปั้นน้ำเป็นตัว

ฉะนั้นการแสวงหาทางออกร่วมกันระหว่างฝ่ายความมั่นคง กับผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ย่อมดีกว่าการฟ้องร้อง หรือเอาชนะคะคานกัน

ที่สำคัญ...หลายข้อมูลในรายงานถือว่าน่าสนใจศึกษา โดยเฉพาะการพัฒนารูปแบบการซ้อมทรมานแบบไม่ให้มีแผลหรือมีร่องรอย เช่น การทำให้เกิดความกลัว ความไม่สบายตัว หรือกดดันด้วยวิธีการต่างๆ ที่ฝืนกับสัญชาตญาณ ไม่ว่าจะเป็นการให้อยู่ในที่ที่เย็นจัด ร้อนจัด หรือการใช้น้ำหยดลงบนหน้าผากทีละหยดเป็นเวลานานๆ การเรียกขึ้นมาสอบปากคำกลางดึกแบบไม่ให้ได้หลับได้นอน ฯลฯ

แน่ใจได้อย่างไรว่าวิธีการเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะการตรวจสอบย้อนกลับก็ทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีบาดแผลให้เห็น

ที่สำคัญคือยุทธศาสตร์ ชิงการนำทางการเมือง ที่ กอ.รมน.ภาค 4 กำหนดไว้เอง ระบุไว้ชัดว่า ต้องเปิดช่องทางสื่อสารกับกลุ่มเอ็นจีโอและภาคประชาสังคม เพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับทุกกลุ่ม... เพราะที่นี่ไม่ใช่สนามรบ แต่เป็นการต่อสู้ทางความคิด เพื่อเอาชนะจิตใจประชาชน

การฟ้องร้องเหมือนอยู่คนละฝ่ายกันแบบนี้ จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจตามยุทธศาสตร์ได้อย่างไร... เป็นประเด็นที่น่าพิจารณา