ดอยซ์แบงก์จี้อีซีบี กลับลำดอกเบี้ย0%

ดอยซ์แบงก์จี้อีซีบี กลับลำดอกเบี้ย0%

กลายเป็นประเด็นพาดหัวใหญ่

ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาใน Business Insider นิตยสารวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงินโลก ได้ตีแผ่เนื้อหาสาระสำคัญในรายงาน 12 หน้าของดอยซ์แบงก์ ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ที่หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ล่าสุดว่า กำลังฉีกเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซนเป็นเสี่ยงๆ ที่กำลังเกิดปัญหาเรื่องเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะสั้น เนื่องจากการใช้นโยบายการเงินดอกเบี้ย 0% และอัตราดอกเบี้ยติดลบ หรือ NIRP (Negative Interest Rate Policy) พร้อมกับการอัดฉีดเม็ดเงินคิวอี (Quantitative Easing) จำนวนมหาศาลกำลังบิดเบือนภาวะการเงินในภูมิภาค และอาจจะส่งผลกระทบรุนแรงในระยะยาว เนื่องจากเป็นการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยูโรโซนที่ผิดพลาด ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่อีซีบีจะต้องทบทวนการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งจะต้องมีการกลับลำในเรื่องทิศทางดอกเบี้ย 0% หรือดอกเบี้ยติดลบเป็นการเร่งด่วนอีกด้วย

นักเศรษฐศาสตร์ของดอยซ์แบงก์ชี้ว่า อีซีบีกำลังใช้เงินที่ผิดทิศผิดทาง และอาจจะทำให้อีซีบีขาดความน่าเชื่อถือต่อตลาด เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยให้ฐานะการคลังของกลุ่มประเทศยูโรโซนที่มีสมาชิก 19 ประเทศมีการปฏิรูปอย่างมีเสถียรภาพหลังจากเกิดวิกฤติหนี้สาธารณะในรอบ 6-7 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังไม่ได้ช่วยให้ภาคธุรกิจที่อีซีบีเข้าไปซื้อพันธบัตร เพื่อช่วยเหลือทางการเงินและสภาพคล่องในกิจการต่างๆ เกิดการปฏิรูปให้มีความแข็งแกร่ง รวมทั้งยังไม่ได้ช่วยให้เกิดการปรับลดภาระหนี้สินของภาครัฐบาลและกิจการของเอกชน เพราะจากรายงานวิจัยของ McKinsey Global Institute ที่ระบุว่าหนี้ของทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐ และวิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรปตั้งแต่ปี 2007-2014 กลับมีหนี้ที่เพิ่มขึ้นอีก 57 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ยอดหนี้คงค้างของโลกเพิ่มขึ้นเป็น 199 ล้านล้านดอลลาร์นั้น ในจำนวนนี้เป็นหนี้ของภาครัฐ 58 ล้านล้านดอลลาร์และเป็นหนี้ของภาคธุรกิจ 56 ล้านล้านดอลลาร์ หนี้สองส่วนนี้รวมกันสูงถึง 114 ล้านล้านดอลลาร์

ในขณะที่นายมาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี ออกมากล่าวล่าสุดว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเป็นเวลาหลายปี ได้บั่นทอนประสิทธิภาพการผลิตในยูโรโซน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายอย่างถาวรต่อระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลทางการเมืองในหลายข้อที่ทำให้การปฏิรูปทางโครงสร้างต้องล่าช้าออกไป จนทำให้เป็นความเสียหายจากความล่าช้าที่อยู่ในระดับสูงเกินไป ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายเป็นเวลานานซึ่งยากจะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อดูจากลักษณะของผลกระทบที่กลุ่มประเทศยูโรโซนกำลังเผชิญอยู่ โดยที่อีซีบีได้เข้าซื้อตราสารหนี้ของบริษัทชื่อดังของยุโรปในช่วงที่ผ่านมา โดยถือเป็นการเพิ่มหุ้นกู้เอกชน เข้าไปในโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ของอีซีบี โดยได้เข้าซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ถึงรายการละ 3-5 ล้านยูโร ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อจากระดับต่ำและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้ว่าตามโปรแกรมของอีซีบีได้เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2015 เป็นต้นมา โดยเข้าซื้อสินทรัพย์ไปแล้วเป็นมูลค่ารวมกันราว 1 ล้านล้านยูโร

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายอย่างสุดโต่งของอีซีบี ถูกมองว่าคล้ายกับนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่ต้องประสบกับความล้มเหลวในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าอีซีบีได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ให้ธนาคารพาณิชย์กู้ยืมลงจากเดิม 0.05% เหลือ 0.00% และลดอัตราดอกเบี้ยเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ ที่ฝากไว้กับอีซีบีลงไปติดลบมากขึ้นจาก -0.30% เป็น -0.40% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งยังคงติดกับดักหนี้ที่อยู่ในระดับสูงจนไม่อาจจะผ่านพ้นภาวะวิกฤติได้อย่างง่ายดายนัก โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีภาระหนี้ของประเทศสูงที่สุดถึง 400% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากการจัดอันดับของ McKinsey ขณะที่หลายประเทศในยูโรโซนเช่นโปรตุเกสมีหนี้สูงถึง 358% เบลเยียม 327% เนเธอร์แลนด์ 325% กรีซ 317% ฝรั่งเศส 280% และเยอรมนี 188% ส่วนอังกฤษที่อยู่นอกกลุ่มยูโรโซนก็มีภาระหนี้สูงถึง 252% แม้แต่สหรัฐอเมริกายังมีหนี้สูงถึง 233%

สำหรับกรณีประเทศไทยนั้นมีฐานะหนี้สูงเช่นกันที่ระดับ 187% ของจีดีพี จากภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับโลกในขณะนี้ล้วนสะท้อนให้เราต้องใช้ระมัดระวังอย่างมากในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต จนอาจต้องติดกับดักกลายเป็นวิกฤติได้ หากอัตราดอกเบี้ยโลกกลับมาเป็นทิศทางขาขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้