ประชาธิปไตยต้องสร้างจากการเมืองที่เป็นจริง

ประชาธิปไตยต้องสร้างจากการเมืองที่เป็นจริง

สังคมใดเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ต้องพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบทั้งหลักการและสภาพทางการเมืองที่เป็นจริง

ของแต่ละประเทศในแต่ละสถานการณ์ หลักการ ต้องดูลักษณะสำคัญให้ครบถ้วน เช่น หลักการว่า ส.ส.และรัฐบาลควรมาจากการเลือกตั้ง ต้องควบคู่ไปกับการเลือกตั้งที่เปิดเผย ยุติธรรม ปราศจากการซื้อเสียง การใช้อำนาจ ระบบอุปถัมภ์ การหลอกล่อจูงใจให้ประชาชนหลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อด้วย ถ้าสังคมใดยังขาดองค์ประกอบเหล่านี้ จะอ้างหลักการแค่ส่วนแรกส่วนเดียวย่อมไม่ถูกทั้งหมด

สภาพทางการเมืองที่เป็นจริง มาจากโครงสร้างสังคมและอำนาจต่อรองของกลุ่มต่างๆ ในสังคมนั้นๆ ระบบรัฐสภาในอังกฤษยุคแรกๆ เมื่อ 300 ปีที่แล้ว เป็นรัฐสภาของขุนนางเจ้าที่ดิน ที่มีตัวแทนในสภาไปออกกฎหมายเพื่อต่อรองกับกษัตริย์ได้ ระบบรัฐสภาและประธานาธิบดีในสหรัฐ หลังการประกาศเอกราชเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมีเฉพาะผู้ชายผิวขาวที่เป็นเสรีชนเท่านั้น ผู้หญิง ทาสผิวดำ ชนพื้นเมือง ไม่มีสิทธิ ระบบประชาธิปไตยในยุโรปหลายประเทศในยุคแรกๆ จำกัดสิทธิเลือกตั้งเฉพาะผู้มีทรัพย์สินหรือเป็นผู้เสียภาษีเท่านั้น ประชาชนส่วนอื่นๆ เช่น ผู้หญิง คนผิวดำ เยาวชนอายุ 18 ปี ต้องใช้เวลาต่อสู้อีกหลายสิบปีต่อมาจึงจะได้รับสิทธิเลือกตั้ง ประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ เป็นเรื่องของการต่อสู้ และต่อรองที่ค่อยๆ พัฒนาไป

ประเทศไทยหลังปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา มักใช้ระบบผสม มี ส.ส. จากการเลือกตั้ง และ ส.ส. หรือ ส.ว. จากการแต่งตั้ง การสรรหาหรือเลือกตั้งแบบมีเงื่อนไขบางอย่าง รัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้กำหนดว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. แต่มักกำหนดว่าต้องให้ ส.ส. เสียงข้างมากเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ตัวอย่างเช่น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายทหารคนนอก (คือไม่ได้สมัคร ส.ส.) ที่ ส.ส. โหวตให้มาเป็นนายกฯถึง 3 สมัย (ปี 2523-2531) บางครั้งนายกฯ เปรมถูก ส.ส. ฝ่ายค้านวิจารณ์หนัก ก็มักจะรับฟัง หรืออย่างมากก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

ในอีกยุคหนึ่งปี 2534-2535 หลังรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญใหม่และเลือกตั้งปี 2535 กระแสเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเสนอว่านายกรัฐมนตรีควรจะมาจาก ส.ส. ไม่ควรมาจากคนนอก เมื่อพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากเตรียมสนับสนุนพลเอกสุจินดา คราประยูร ซึ่งเป็นนายทหารที่ร่วมทำรัฐประหารปี 2534 ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เรืออากาศตรีฉลาด วรฉัตร, พลตรีจำลอง ศรีเมือง และประชาชนกลุ่มหนึ่งได้ออกมาประท้วงคัดค้านนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนนอก จนเกิดกรณีปราบปรามประชาชนเดือนพฤษภาคม 2535 สถานการณ์สงบลงได้หลังจากคุณสุจินดากับคุณจำลองเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมกันและคุณสุจินดายอมถอนตัว

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานรัฐสภาขณะนั้นคือ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วประธานรัฐสภาซึ่งมาจากพรรคที่ได้เสียงมากที่สุด น่าจะเสนอชื่อ พล.อ.อ.สมบูรณ์ ระหงส์ หัวหน้าพรรคที่ได้เสียงมากที่สุด แต่กระแสเสียงของคนมีการศึกษาในเมืองส่วนใหญ่ขณะนั้นที่ปฏิเสธคุณสุจินดามาแล้ว ก็ปฏิเสธคุณสมบูรณ์ ระหงส์ด้วย เพราะเห็นว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน ดร.อาทิตย์หาทางออก คนนอกคือคุณอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกฯ (เป็นครั้งที่ 2 หลังจาก คสช. เคยเชิญมาเป็นครั้งหนึ่งก่อนนี้) เพราะรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ตอนนั้นไม่ได้ปิดช่องนี้ไว้ ปรากฏกระแสประชาชนตบมือต้อนรับการตัดสินใจของ ดร.อาทิตย์ รวมทั้งประชาชนที่เคยต่อต้านคุณสุจินดาโดยอ้างว่าเป็นคนนอกด้วย

นี่แสดงว่าคนไทยไม่ได้ถือหลักการแบบสำเร็จรูปเป็นเรื่องสำคัญเท่ากับหลักการตัดสินใจตามสภาพการเมืองที่เป็นจริงในขณะนั้น จะเรียกว่าคนไทยเป็นนักปฏิบัตินิยม (Pramatist) ก็ได้ แต่ไม่ใช่หมายความว่าคนไทยไม่มีหลักการหรือไม่มีเหตุผลเลย คนไทยคำนึงถึงเหตุผลตามสถานการณ์ที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น เห็นด้วยว่าการเสนอชื่อคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯในปี 2535 นั้น จะช่วยแก้สถานการณ์ความขัดแย้งแบบ 2 ขั้วสุดโต่ง ได้ดีกว่าการเสนอชื่อหัวหน้าพรรคที่เคยสนับสนุนคุณสุจินดา ซึ่งเป็นนายทหารที่ทำรัฐประหารปี 2534

สถานการณ์ปัจจุบันซับซ้อนกว่าเมื่อ 24 ปีที่แล้วมาก แม้จะมีความขัดแย้งแบบ 2 ขั้วสุดโต่งระหว่างฝ่ายนิยมทักษิณกับฝ่ายต่อต้านทักษิณ แต่ไม่แน่ชัดว่าฝ่ายไหนมีพวกมากกว่ากัน ขณะเดียวกันก็มีปัญญาชนและภาคประชาชนที่ตื่นตัวจำนวนหนึ่งที่วิจารณ์ทั้งทักษิณและคสช. เป็นประเด็นๆ ไป ไม่ได้หนุนคสช. ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น คสช. หรือคนเลือกเข้าข้าง คสช. ที่มองโลกแบบ 2 ขั้วสุดโต่งและคิดว่าประชาชนกลุ่มที่คัดค้านทักษิณจะต้องหนุนพวกตน 100% ในทุกเรื่อง รวมทั้งไปออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย อาจมองแบบง่ายๆ มากไป อย่างไม่ตรงกับความจริงที่ซับซ้อนและมีมากกว่า 2 ขั้ว จะมีประชาชนที่เลือกข้างและออกเสียงตามแนวนั้นอยู่จริง แต่ก็จะมีประชาชนจำนวนมากที่ไปออกเสียง หรือไม่ไปใช้สิทธิเลยด้วยเหตุผลที่ต่างๆ กันออกไป

พวกที่ไม่เลือกข้าง หลายคนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจ คสช. ข้าราชการ ผู้พิพากษา มากเกินไป และให้สิทธิโอกาสแก่ภาคประชาชนน้อยเกินไป ยิ่งระยะหลังรัฐบาลตัดสินใจเรื่องผังเมือง การสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน ให้สัมปทานแร่ ทรัพยากร และนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์นายทุนใหญ่และทำเรื่องอื่นๆ แบบเข้าข้างพรรคพวกตนเองที่คนไม่เห็นด้วยมากขึ้น ทำให้รัฐบาลเสียคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้คสช. เป็นผู้คัดเลือก ส.ว. ทั้งหมดก็ทำให้ คสช. เสียคะแนนเช่นกัน

ดังนั้นในช่วงนี้เป็นต้นไปกว่าจนถึงวันลงประชามติ 7 สิงหาคม การที่คสช. จะเปิดใจกว้างรับฟังภาคประชาชนลดลงหรือเพิ่มขึ้นและมีพฤติกรรม มีผลงานที่ทำคะแนนได้ลดลงหรือเพิ่มขึ้น จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงประชามติของประชาชนมากกว่าเรื่องหลักการในตัวบทรัฐธรรมนูญ ซึ่งคนมองว่าเป็นแค่ตัวหนังสือ และความจริงที่ผ่านมาคือไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่มีผลใช้บังคับได้จริง

นั่นก็คือ ประชาชนคงไม่สนใจเนื้อหารัฐธรรมนูญเท่ากับการ (ต่างคนต่าง) ประเมินว่า คสช. มีสติปัญญา วิสัยทัศน์ และความซื่อตรง ที่จะปฏิรูประบบเศรษฐกิจ สังคม หรืออย่างน้อยวางรากฐานในการปฏิรูป เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่อย่างยั่งยืนได้จริงหรือไม่มากกว่า