"กล้วยจีน” กำลังผลิดอกออกผลในอาเซียน

"กล้วยจีน” กำลังผลิดอกออกผลในอาเซียน

กำลังเป็นข่าวใหญ่ให้ติดตาม กรณีผู้ประกอบการชาวจีนเข้ามาลงทุนปลูกกล้วยหอม (เขียว) ทางตอนเหนือของไทย

โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ซึ่งบางพื้นที่มีอาณาเขตกว่า 2,700 ไร่

ขณะเดียวกันก็มีการส่งต่อภาพสวนกล้วยอันกว้างใหญ่ที่มีการใช้สารเคมีเกินความเหมาะสมในสังคมออนไลน์ พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มทุนต่างประเทศที่เข้ามา สามารถเข้ามาเช่าที่ดินเพื่อปลูกพืชสินค้าทางเกษตรได้หรือ เพราะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 บัญชี 1 ที่ไม่อนุญาตให้ต่างชาติทำอาชีพสงวนของคนไทย ได้แก่ ธุรกิจทำไร่ ทำนา

ที่สำคัญการทำสวนกล้วยขนาดใหญ่นั้นอาจส่งผลต่อการใช้น้ำในพื้นที่ จนลุกลามเป็น “ศึกแย่งชิงน้ำ” ระหว่างสวนกล้วยกับประชาชนในพื้นที่ เพราะขณะนี้ก็มีเสียงบ่นออกมาเป็นระยะๆ และเริ่มดังขึ้นโดยเฉพาะในห่วงที่ไทยเกิดวิกฤติน้ำ

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนเองมีความสงสัยถึงการเข้ามาแสวงประโยชน์ของนายทุนต่างชาติเช่นกัน กระทั่งมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมสวนกล้วยขนาดใหญ่ของ อ.พญาเม็งราย และได้พูดคุยกับ สำอาง บุตรพรม หัวหน้าคนงานประจำสวนกล้วยจีน โดยสำอาง เปิดเผยว่า กว่า 9 เดือนแล้วที่นายทุนจีนได้ว่าจ้างให้ควบคุมการปลูกกล้วยหอมเขียว บนเนื้อที่ 2,711 ไร่ ซึ่งขณะนี้ปลูกไปแล้ว 700 ไร่ หรือประมาณ 2 แสนต้น และคาดว่าจะปลูกเพิ่มอีก 3 แสนต้นภายในปีนี้ ส่วนพันธุ์กล้วยที่ปลูกถูกส่งมาจากจีน โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

เมื่อได้เนื้อเยื่อ สำอางจะเป็นผู้ควบคุมคนงานให้ดูแล และเลี้ยงเนื้อเยื่อให้งอกงามก่อนนำไปปลูก โดยขั้นตอนต่างๆ “สำอาง” ถูกส่งไปศึกษาดูงานถึงประเทศจีน ไม่ว่าจะ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การปลูก การเก็บผลผลิตอย่างไรก็ตาม แม้หัวหน้าคนงานจะถูกส่งไปดูงาน แต่ไม่เพียงพอ นายทุนจีนจึงส่งนักวิชาการมากำกับสำอาง และแรงงานอีกที เพราะการปลูกพืชเพื่อส่งออกมีรายละเอียดและเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องอาศัยความรู้เฉพาะ

ผ่านไปไม่ถึงปีสวนกล้วยที่พญาเม็งรายแตกหน่อออกผลมองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยสีเขียวของใบกล้วย เช่นเดียวกับยอดสั่งซื้อ ทั้งที่ผลผลิตเพิ่งออกและลำเลียงส่งออกกลับไปจีน ด้วยจำนวนพื้นที่การปลูกจึงเดาได้ไม่ยากว่า อีกไม่ช้าจะมีการส่งออกมากขึ้น เหตุนี้ชาวบ้านจึงมองเห็นโอกาส ที่จะมีรายได้ จากการจ้างงานกับค่าแรงวันละ 300 บาทโดยไม่ต้องอพยพออกจากบ้านเกิดเข้าเมืองอุตสาหกรรม

ในส่วนของการใช้สารเคมี สำอางยืนยันว่า ไม่มีการใช้สารเคมี หรือปุ๋ยเกินขนาดแต่อย่างใด เพราะทุกอย่างอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมและถูกกำหนดโดยนักวิชาการชาวจีนที่มาประจำสวน ตรงกันข้ามทางสวนมีนโยบายลดสารเคมี หรือใช้ตามความจำเป็น เช่น ปุ๋ยบำรุงดินก็จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์จากมูลไก่ ส่วนข่าวที่ออกไปว่ามีการใช้สารเคมีจำนวนมากเป็นความเข้าใจผิด เพราะที่เห็นสีขาวไม่ใช่สารเคมีแต่เป็นกระดาษที่ใช้ในการห่อกล้วยเพื่อป้องกันแมลง และให้ผิวของกล้วยนั้นออกมาสวย

จากคำบอกเล่าของหัวหน้าคนงาน และการเยี่ยมชมสวนกล้วยจีน ทำให้ผู้เขียนวิเคราะห์ได้ว่า ภายใต้ร่มเงาของใบกล้วยใบใหญ่ มีเรื่องทางการเกษตรหลายเรื่องที่เรายังขาดข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องของการจัดการ การเพาะปลูกในรูปแบบการทำสัญญารับซื้อผลผลิต (contract farming) ที่น้อยคนจะรู้และเข้าใจ

เอกสิทธิ์ หนุนภักดี ผู้ประสานงานและนักวิจัยโครงการสันติไมตรีไทย-ญี่ปุ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยสกว. ให้ข้อมูลกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าการเกษตรแบบมีสัญญาโดยสรุปคือ การทำข้อตกลงซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับผู้รับซื้อ ทั้งนี้มีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามเงื่อนไขและข้อจำกัดของทั้งสองฝ่าย

โดยสามารถจำแนกประเภทของการทำเกษตรแบบมีสัญญาได้หลากหลาย เช่น การจำแนกตามลักษณะของสัญญา ซึ่งสามารถแบ่งการทำสัญญาระหว่างบริษัทและเกษตรกรได้ 3 ลักษณะคือ 1. การทำสัญญาแบบประกันตลาด ที่บริษัทจะประกันปริมาณรับซื้อเพียงอย่างเดียว 2. การทำสัญญาแบบประกันตลาดและประกันราคา ที่บริษัทจะประกันทั้งปริมาณและราคาที่รับซื้อ

และ 3. เป็นการทำสัญญาแบบครบวงจรที่บริษัทเป็นผู้สนับสนุนปัจจัยการผลิต ควบคุมและจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่การเริ่มลงมือเพาะปลูกจนกระทั่งได้ผลผลิต เพื่อประกันคุณภาพตามที่บริษัทต้องการซึ่งกล้วยหอมจีนอยู่ในลักษณะที่ 3

โดยทั้ง 3 ลักษณะมีทั้งข้อดีและข้อด้อยต่างกัน ดังนั้นรัฐจึงควรเข้าไปกำกับดูแลให้มีการทำสัญญาที่เหมาะสม และเป็นธรรมซึ่งการทำการเกษตรแบบมีสัญญาในไทย ไม่ได้มีแค่นายทุนจีน แต่ยังมีนายทุน “เมืองปลาดิบ” เข้ามาลงทุนในไทยเช่นกัน อาทิ การลงทุนปลูกถั่วแระ ในพื้นที่ตำบลเจดีย์ใหม่ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

อีกหนึ่งข้อมูลเรื่องกล้วยที่สำคัญ เป็นเรื่องร้อนจากเพื่อนบ้าน อย่างกรณีคำพัน เผยยะวง เจ้าแขวงบ่อแก้ว ประเทศ สปป.ลาว สั่งห้ามขยายพื้นที่สัมปทาน “ปลูกกล้วยหอม” ของกลุ่มทุนจีน และคุมเข้มการใช้ปุ๋ยเคมี สารบำรุง รวมถึงยาฆ่าหญ้าในสวนกล้วย เนื่องจากสารเคมีเหล่านั้น มีผลกระทบต่อชีวิตของเกษตรกร และสิ่งแวดล้อม

เจ้าแขวงบ่อแก้ว ยอมรับว่า การอนุญาตให้นักลงทุนจีนปลูกกล้วยในช่วงที่ผ่านมา เกิดประโยชน์ด้านการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนจำนวนหนึ่ง เช่น รายได้จากการสัมปทานที่ดิน และมีงานทำ แต่ข้อเท็จจริงจากพื้นที่ กลับเห็นว่ามันเป็นความสำเร็จเพียงระยะเวลาสั้นๆ เป็นรายรับที่ไม่มั่นคง มากไปกว่านั้นแรงงานมีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพจากสารเคมี

ดังนั้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้าน ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญยิ่งให้กับไทย ทั้งในส่วนการศึกษาความสัมพันธ์ของเกษตรกรกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ควบคู่กับนโยบายส่งเสริมอำนาจต่อรองของเกษตรกรด้วยวิธีการต่างๆ โดยเร็วเพราะหากช้าไปกว่านี้อาจจะเป็นดังสุภาษิตไทยที่ว่า วัวหายล้อมคอก

--------------------

ธนชัย แสงจันทร์

เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม สกว.