ขับดันการเติบโต ต้องประสานนโยบายหลากหลาย

ขับดันการเติบโต ต้องประสานนโยบายหลากหลาย

เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง

 ขยายตัวในระดับไม่สูงนัก แถมในบางไตรมาส ปรากฏว่าการเติบโตยังติดลบเสียอีก จนทำให้หลายฝ่ายเกิดความวิตก ล่าสุดองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี ระบุว่าการฟื้นตัวที่ซบเซาตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2551 ทำให้เกิดกับดักการเติบโตในระดับต่ำ และหากประเทศต่างๆ ไม่ลงมือแก้ไขหรือดำเนินการอย่างครอบคลุม ในลักษณะของการร่วมแรงร่วมใจกันแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจจะยังอยู่ในระดับต่ำอย่างน่าผิดหวัง

สภาพการณ์ที่แนวโน้มการเติบโตของโลกไม่สดใส ทำให้โออีซีดีปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้เหลือ 3% จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วที่ 3.6% สำหรับปีหน้าคาดว่าการเติบโตจะอยู่ที่ 3.3% และเชื่อว่ายิ่งการฟื้นตัวล่าช้าออกไปเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับต่ำไปอย่างยาวนานมากขึ้นเท่านั้น ส่วนภาคธุรกิจก็ไม่ค่อยมีแรงจูงใจที่จะลงทุน เพราะอุปสงค์ซบเซา สำหรับในประเด็นของค่าแรง ปรากฏว่ามีการปรับขึ้นไม่มากนัก อีกทั้งการว่างงานและความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ ก็ล้วนเป็นปัจจัยที่ถ่วงดึงการบริโภค

โออีซีดีแนะนำว่า สิ่งที่ต้องทำคือการดำเนินนโยบายการคลังอย่างครอบคลุม เพราะแทบทุกประเทศมีช่องว่าง ที่จะจัดสรรการใช้จ่ายและจัดทำระบบภาษีที่เอื้อต่อการเติบโต อย่างลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา เพราะชัดเจนว่าที่ผ่านมานั้น การพึ่งพานโยบายการเงินอย่างเดียว ไม่สามารถผลักดันเศรษฐกิจและเงินเฟ้อให้ขยายตัวขึ้นได้อย่างน่าพอใจ หลังจากธนาคารกลางของหลายประเทศพยายามผลักดันการฟื้นตัวด้วยการตรึงดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำมาก ทั้งยังออกมาตรการกระตุ้นมากมาย

สิ่งที่โออีซีดีเน้นย้ำอย่างมาก คือเป็นเรื่องเรื่องเร่งด่วนที่ประเทศต่างๆ ต้องเพิ่มการใช้จ่าย เพราะดังที่กล่าวมาแล้วว่ายิ่งเศรษฐกิจโลกติดกับดักการเติบโตในระดับต่ำไปเป็นเวลายาวนานเท่าไร ก็จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นในการดีดตัวออกจากวงจรนี้ รวมถึงเป็นการยากที่จะฟื้นฟูแรงขับในตลาด และผลักดันเศรษฐกิจให้กลับสู่เส้นทางของการเติบโตในระดับสูง นอกจากนั้น ในช่วงที่สัญญาณต่างๆ ยังเป็นแง่ลบอยู่นี้ หากเกิดภาวะช็อกขึ้นมาก็อาจฉุดให้โลกตกต่ำหนักได้

คำเตือนอย่างชัดเจนของโออีซีดีมีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจของหัวเรือใหญ่อย่างสหรัฐ ส่อแววจะฟื้นตัวและขยายตัวไปได้ในระดับดี จนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด หลายคน ส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้ รวมถึงประธานเฟด ที่ระบุว่าเป็นเรื่องเหมาะสมสำหรับเฟดที่จะค่อยๆ ขึ้นดอกเบี้ยอย่างระมัดระวังเมื่อถึงเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและดูเหมือนจะเติบโตมากขึ้น

ท่าทีของเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนที่ออกมาส่งสัญญาณ ดูเหมือนเป็นการเตรียมพร้อมให้แก่ตลาดการเงินต่างๆ ในการรับมือความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งแม้ไม่มีใครฟันธงลงไปได้อย่างแน่นอนว่าอาจเป็นเมื่อไร และอาจสร้างความผันผวนแก่ตลาดเงินในระดับหนึ่ง รวมถึงมีผลต่อกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า-ออกตลาดเกิดใหม่ และการถือครองสินทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ แต่การที่เฟดสามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยได้อีกครั้ง หลังจากเพิ่งขึ้นไปครั้งแรกในรอบ 9 ปีเมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกสามารถฟื้นตัวได้แข็งแกร่ง