จะเผชิญหน้ากับ “อดีต” อย่างไรกัน

จะเผชิญหน้ากับ “อดีต” อย่างไรกัน

หากพิจารณาความรุนแรงและความปั่นป่วนในสังคมหลายประเทศ ก็จะพบว่าสาเหตุหลักของความเจ็บปวดของสังคมนั้นๆ

 เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงใน “อดีต” ลองนึกถึงความเจ็บปวดของพี่น้องมุสลิมในปาเลสไตน์อันสืบเนื่องมาจากการสร้างรัฐอิสราเอล หรือการฆ่ากลางกรุงในเดือนตุลาคม 2519 และในเดือนพฤษภาคม 2553

“อดีต” ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็จบไป หากแต่ส่งผลสองมิติด้วยกัน มิติแรกก็คือ กระบวนการที่ทำให้เกิด “อดีต” ขึ้นมานั้นได้กำกับและกำหนดโครงสร้างสังคมในปัจจุบันให้เป็นไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับความปรารถนาของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งส่งผลต่อมิติที่สอง เพราะการกำหนดปัจจุบันที่ไม่เหมาะสมจึงทำให้เกิดความทรงจำต่อ “อดีต” ที่จะถูกเลือกสรรเน้นให้จดจำความเจ็บปวดและสร้างแรงปรารถนาให้ขจัด และกำจัดความเจ็บปวดที่รากฐาน นักวิชาการบางท่านเรียกความทรงจำนี้ว่า “ความทรงจำบาดแผล”

สองความหมายของ “อดีต” ที่แนบแน่นอยู่กับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน จึงได้แก่ “อดีต” ที่เกิดขึ้นจริงๆ อันเป็นผลมาจากปฏิสัมพันธ์ของโครงสร้างกับเงื่อนไขปัจจัยทุกประการของสังคมหนึ่งๆ กับ “อดีต” ที่เราและกลุ่มคนในสังคมเลือกสรรมาจดจำและถ่ายทอดสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง

อดีตในความหมายที่สองถูกรัฐชาติยึดครองเอาไว้โดยเลือกสรรเรื่องราวชุดหนึ่งนำมาจดจารให้กลายเป็นลายลักษณ์อักษรในนามของ “ประวัติศาสตร์” แต่ในหลายพื้นที่ในโลก “อดีต” ของผู้คนกับ “ประวัติศาสตร์” ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน และบางพื้นที่ในโลกอยู่ในกันคนละระนาบของอารมณ์เลยทีเดียว (ลองนึกถึงชาติเคิร์ดในซีเรีย หรือชนชาติกลุ่มน้อยในทุกรัฐที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง)

ความไม่ลงรอยกันอย่างชัดเจนระหว่าง “ประวัติศาสตร์” กับ “อดีต-ความทรงจำ” มีผลทำให้ความขัดแย้งทั้งภายในประเทศและในโลกมีความรุนแรงมากขึ้นมากกว่าเดิม เพราะการสื่อสารในโลกสมัยใหม่ได้ทำให้เกิดการแพร่หลายของ “อดีต-ความทรงจำ” ได้สะดวกและง่ายดายมากขึ้น

ปัญหาหลักที่ต้องคิดกันในปัจจุบันก็คือ ด้วยข้อจำกัดของมนุษย์ที่เราไม่สามารถย้อนเวลาหรือหมุนนาฬิกากลับได้ เราจึงไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลง อดีตจริงๆ ของเราได้ เราล้วนแล้วแต่อยู่ในกรอบโครงความคิดอารมณ์ความรู้สึกของ “อดีต” ที่ถูกสร้างขึ้นมา การรณรงค์และการต่อสู้ด้วยความรุนแรงเพื่อจะย้อนกลับไปสู่การแก้ไข ณ จุดเริ่มต้นของความเจ็บปวดของผู้คนจึงเป็นไม่ได้ และหากหวนกลับไปแก้ ณ จุดนั้นได้ ก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้งชุดใหม่ขึ้นมา เช่น หากสลายประเทศอิสราเอลลงไปได้ในวันนี้ พี่น้องอิสราเอลในประเทศก็คงจะลุกฮือขึ้นมาก่อปัญหาใหม่ๆ อย่างแน่นอน

ดังนั้น คำถามหลักก็คือเราจะเผชิญหน้า แก้ไข และปรับปรุง อดีตของเราได้หรือไม่ และทำอย่างไร หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าเราจะจัดความสัมพันธ์ใหม่กับ อดีตของเรากันอย่างไร

    หลายประเทศที่ผ่านความขัดแย้งรุนแรงภายในของการปะทะ/ต่อสู้กัน ระหว่างคนสองกลุ่มที่มีความแตกต่างของ “อดีต” และความทรงจำต่อ “อดีต” และในท้ายที่สุดสามารถมีกลุ่มอำนาจนำขึ้นมาได้ ประเทศกลุ่มนี้ได้เลือกทางแก้ไขด้วยการสร้างภาพแทนความหมายของ “ชาติ” ที่ก้าวข้าม “อดีต” ที่ขัดแย้งกัน เช่น

ประเทศกัมพูชาได้เลือกเอา “อดีต” ที่ไกลโพ้นของนครวัต นครธมมาเป็นสัญญาลักษณ์เพื่อข้ามความเจ็บปวดของการต่อสู้กันของเขมรสอง/สามฝ่าย เช่นเดียวกัน หลังยกเลิกระบบแบ่งแยกผิวสี แอฟริกาใต้เลือกเอาอาณาจักรเก่าแก่มาเป็นเครื่องมือจดจำประเทศตนเอง

ในกรณีของรัฐปาเลสไตน์ที่มีความเจ็บปวดมายาวนาน อาจารย์ศาสตราจารย์ ดร.จรัญ มะลูลีม ได้กล่าวในที่ประชุมวิชาการโลกมุสลิม 2559 จัดโดยศูนย์นโยบายโลกมุสลิม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความทำนองว่า การต่อสู้ที่ผ่านมาก็ได้ทำให้รัฐปาเลสไตน์ได้รับการรับรองจากนานาชาติมากขึ้นมาก ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายอันดีของการบรรลุเป้าหมายของคนในรัฐ” ซึ่งมีความสำคัญและความหมายที่เป็นจริงมากกว่าการคุ้มแค้น “ยิว/ไซออนนิสต์” เพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ในบางสังคมที่พลเมืองสามารถรวมตัวกันเอาชนะผู้ปกครองที่ก่อให้เกิดบาดแผลของสังคม เช่น เกาหลี ก็สามารถเข้าไป “ขจัด” ปมบางปมของ “อดีต” ที่เจ็บปวดได้ด้วยการลงโทษเผด็จการ แต่แตกต่างออกไปในประเทศฟิลิปปินส์ที่การเคลื่อนไหวของพลังประชาชนกลับไม่สามารถลงลึกไปได้เท่ากับเกาหลี แต่อย่างน้อยในสองประเทศนี้ ก็ได้เกิดการทำให้ “อดีต” ที่เจ็บปวดแทรกตัวเข้าไปสู่ “ประวัติศาสตร์” ได้

การเผชิญหน้ากับ “อดีต” ของสังคมไทยกลับเป็นปัญหาที่คาราคาซัง การเขียนประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กลับมอบไปให้แก่กวีที่ไม่ได้เข้าใจเป้าหมายของการจัดความสัมพันธ์ระหว่าง “ประวัติศาสตร์” กับ “อดีต” จึงสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย (จริงๆ คือความไม่จริงใจครับ)

ข้อเสนอที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาในเรื่องนี้ ได้แก่ อาจารย์ศาสตราจารย์ ดร. เกษียร เตชะพีระ มองทางออกทางการเมืองไว้ทำนองว่า "ในที่สุดมันคงต้องถอยกลับไปสู่จุดที่ว่า อะไรคือข้อตกลงขั้นต่ำสุดที่ทุกฝ่ายพอจะยอมรับได้ แล้วเริ่มสร้างจากอันนั้น แต่ต้องเริ่มจากข้อตกลงขั้นต่ำสุดที่ทุกฝ่ายพอจะยอมรับได้"

การเผชิญหน้าเพื่อแก้ไขปรับปรุง “อดีต” ในสัมพันธ์กับ “ประวัติศาสตร์” เพื่อที่จะทำให้ทุกเหตุการณ์ ทุกบุคคล มีความหมายและก่อความเจ็บปวดน้อยที่สุด ก็คือ การเขียน “ประวัติศาสตร์” และ “อดีต” ให้สัมพันธ์กันในโครงเรื่องที่เป็นข้อตกลงขั้นต่ำที่ทุกฝ่ายพอจะรับได้

โครงเรื่องของ “ประวัติศาสตร์-อดีต” ที่ทำให้คนทุกฝ่ายทุกกลุ่มมองเห็นบทบาทและความหมายของตนในโครงสร้างและเงื่อนไขของกาลเวลา และมองเห็นถึง “บาดแผล” ด้วยความเข้าใจ แม้ว่าอาจจะไม่สามารถจะลงโทษผู้ก่อให้เกิดบาดแผลได้อย่างเกาหลี แต่การอธิบายบทบาทใน “ประวัติศาสตร์-อดีต” ก็น่าจะ

พอให้สังคมยุคหลังลงโทษคนกลุ่มนี้ด้วยทัณฑ์ของอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างมีผล

ทุกสังคมไม่มีทางพบความสงบสุขได้ หากไม่สามารถมีแนวทางในการเผชิญหน้ากับ อดีตได้อย่างมีพลัง และมีความหมายในการสร้าง ความทรงจำร่วมกันของสังคม