มฤตยูเข้าเมษ (1)

มฤตยูเข้าเมษ (1)

น้อยครั้งในยุคปัจจุบันที่เรื่องราวทางโหราศาสตร์กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วบ้านเมือง ในยามปกติ ผู้คนไม่สนใจเรื่องนี้

ดังนั้น เมื่อใดที่กลายเป็นข่าวใหญ่ มันสะท้อนถึงสภาวะไม่ปกติของบ้านเมืองและจิตใจที่ไม่มั่นคงของประชาชน

มฤตยูยกเข้าราศีเมษ 6 มีนาคม 2559 คือข่าวนั้น โหรน้อยใหญ่ถ้าไม่อยากตกกระแส ก็ต้องพูดถึงเรื่องนี้ แต่ทำไมผู้เขียนไม่กล่าวถึงบ้าง ? คำตอบก็คือมฤตยูยังไม่ได้ยกเข้าเมษ!เหตุใดจึงว่ามฤตยูยังไม่เข้าเมษ ? จะตอบคำถามนี้ ต้องมีพื้นฐานความรู้ที่กว้างขวางลึกซึ้งกว่า

โหราศาสตร์คือศาสตร์ที่ศึกษาถึงอิทธิพลดวงดาวที่มีต่อสรรพสิ่งบนโลก โหราศาสตร์จึงถือโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล (Geocentric)ต่างจากดาราศาสตร์ที่ถือดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง (Heliocentric) ตำแหน่งและการโคจรของดวงดาวคือปัจจัยสำคัญในการวิเคราะห์ทำนาย อารยธรรมโบราณช่วง 5,000 - 2,000 ปีก่อนคริสต์กาล ได้สร้างและพัฒนากรอบอ้างอิง (Frame of Reference) เพื่อวัดตำแหน่งของดาวเหล่านั้น มันเรียกว่าจักรราศี (Zodiac)

ในยุคโบราณ มนุษย์ดูดาวด้วยตาเปล่า จักรราศีถูกจินตนาการจากกลุ่มดาวฤกษ์ (Constellation)12 กลุ่ม แต่ละกลุ่มคือ 1 ราศี จักรราศีจึงมี 12 ราศี ตั้งแต่เมษไปถึงมีนจักรราศียุคเริ่มต้นเป็นจักรราศีแบบคงที่ (Sidereal Zodiac: นิรายะนะ) ซึ่งใช้กันในเมโสโปเตเมีย อินเดีย อียิปต์ และยุโรปใต้

ต่อมาเมื่อกรีกเรืองอำนาจ อเล็กซานเดอร์มหาราชนำกองทัพยึดครองเอเซีย เปอร์เซียและบาบิโลเนียถูกถล่ม ปูมโหรและตำราโหราศาสตร์มากมายถูกขนกลับไปเก็บไว้ที่ห้องสมุดใหม่ในเมืองอเล็กซานเดรีย ปราชญ์กรีกอาศัยข้อมูลความรู้เหล่านั้นพัฒนาโหราศาสตร์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น สิ่งหนึ่งที่กรีกสร้างขึ้นใหม่คือจักรราศีแบบเคลื่อนที่ (Tropical Zodiac: สายะนะ)

จากปูมโหรของบาบิโลเนีย กรีกพบว่า จุดเริ่มต้นราศีเมษเคลื่อนถอยหลังไป (เมื่อเทียบกับกลุ่มดาวฤกษ์) พวกเขาจึงสร้างองค์ความรู้เรื่อง Precession of Equinox และสร้างจักรราศีแบบใหม่ซึ่งอ้างอิงกับฤดูกาล โดยคำนวณจุดเริ่มต้นราศีเมษจากวันเวลาที่กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน

เพราะความยิ่งใหญ่ของกรีกที่ส่งต่อไปโรมัน ระบบเคลื่อนที่จึงได้รับความนิยมในยุโรปและชาติตะวันตก ส่วนระบบคงที่ยังถูกใช้ต่อกันมาในเอเซียและชาติตะวันออก เช่น อินเดีย อาหรับ อาเซียน ฯลฯถ้าศึกษาโหราศาสตร์สากลหรือยูเรเนียน คุณใช้จักรราศีเคลื่อนที่ ถ้าศึกษาโหราศาสตร์ไทยหรืออินเดีย คุณใช้จักรราศีคงที่ ในปัจจุบัน ทั้ง 2 ระบบมีค่าความต่าง (Ayanamsha: อายนางศ์) 24 องศา

ระบบไหนดีกว่ากัน ? คำตอบคือดีเด่นกันไปคนละแบบ แล้วระบบไหนแม่นยำกว่า ? ความแม่นยำของการทำนายไม่ได้ขึ้นอยู่กับจักรราศีเพียงปัจจัยเดียว แต่กอปรด้วยองค์ประกอบมากมาย เช่น ดาวที่พิจารณา มุมดาวที่เกี่ยวข้อง วิธีการแบ่งภพ การเลือกใช้ความหมายของภพและดาว ฯลฯ สรุปคือ ความแม่นยำขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่า มีองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญมากเพียงใด

แต่ก็มีประเด็นที่ควรวิจารณ์และคิดต่อหลายข้อ เช่น (1)จักรราศีเคลื่อนที่อิงตามฤดูกาล มันจึงอิงฤดูกาลของกรีกและเมดิเตอร์เรเนียน ปัญหาคือฤดูกาลในแต่ละพื้นที่ของโลกต่างกัน ระบบเคลื่อนที่จึงมีลักษณะเฉพาะเจาะจง (Specific) มากกว่าระบบคงที่(2) จักรราศีเคลื่อนที่ไม่ใช่ต้นตำรับของโหราศาสตร์ (3) หลักฐานของจุดเริ่มต้นราศีเมษในระบบคงที่ ได้หายสาบสูญไปนานแล้ว จึงยากที่จะชี้ชัดถูกต้อง 100 %จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องค่าอายนางศ์ไป

ในระบบคงที่ คัมภีร์คำนวณตำแหน่งดาว (ที่เป็นต้นตำรับและสืบทอดต่อกันมา) คือ สุริยสิทธานตะ ของอินเดียท่านวราหะมิหิรา (ค.ศ. 505 - 587) โหราจารย์ใหญ่แห่งราชวงศ์คุปตะของอินเดีย  ผู้ซึ่งรจนาคัมภีร์โหราพยากรณ์สำคัญ 2 เล่ม คือพฤหัสชาฏก (ดวงคน) และพฤหัสสังหิตา (ดวงเมือง) ได้รจนาคัมภีร์โหราศาสตร์ภาคคำนวณ ปัญจสิทธานตะ  ซึ่งรวบรวมและชำระจากคัมภีร์โบราณของกรีก อียิปต์ โรมัน และอินเดีย อันประกอบด้วยสุริยะ โรมกะ ปุลิสะ วาสิฐะ และไปตามหะสิทธานตะ

คัมภีร์ปัญจสิทธานตะได้สืบทอดต่อกันมาในอินเดียและอาหรับ มีการชำระปรับปรุงหลายครั้งและเผยแพร่มาถึงดินแดนสุวรรณภูมิ กลายเป็นคัมภีร์ สุริยยาตร์ ของไทย มีหลักฐานประวัติศาสตร์บันทึกถึงคัมภีร์นี้ในสมัยอยุธยา เช่น จดหมายเหตุของคณะทูตฝรั่งเศสที่มาเจริญสัมพันธไมตรีในรัชสมัยพระนารายณ์มหาราช (ค.ศ. 1685) ฯลฯ

ในสมัยรัตนโกสินทร์ ตำราสุริยยาตร์ (และมานัต) พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกปีพ.ศ. 2473 โดยหลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร)  ท่านกล่าวว่า “...ตำราพระสุริยยาตร์และมานัตนี้ เป็นตำราที่เป็นหลักสำหรับคำนวณทำปฏิทินที่ใช้ในทางราชการและปฏิทินโหราศาสตร์อยู่ทุกๆปี ...แต่เดิมเมื่อข้าพเจ้าได้เรียนไปบ้างแล้ว รู้สึกว่ายังไม่ได้รับความเข้าใจในเหตุผลที่ครูให้ทำอย่างนั้นเลย

...พระเทวโลกได้ชี้แจงว่า เกณฑ์การคำนวณโหราศาสตร์เท่าที่เล่าเรียนกันอยู่ในเวลานี้ เป็นแต่จำเกณฑ์ได้ ก็ทำกันไปตามเกณฑ์ส่วนเรื่องราวจะมีมาแต่เดิมเป็นอย่างไรนั้น เข้าใจว่าจะไม่ได้ตกเข้ามาในประเทศสยาม เพราะตำราโหราศาสตร์ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศสยามเป็นเดิมมา แต่ถ้าได้มีอยู่ก็คงจะได้ศูนย์เสียครั้งกรุงเก่าเสียแก่พะม่าแล้ว จึงไม่ได้มีใครพบเห็นที่ไหนเลย..."

เมื่อไม่เข้าใจเหตุผลที่มาที่ไป การปรับปรุงแก้ไขตำราให้ถูกต้องตามจริง (และวิทยาการที่ทันสมัยขึ้น) ย่อมเป็นไปไม่ได้ ตำราสุริยยาตร์ของไทยเราจึงย่ำอยู่กับที่และมีความคลาดเคลื่อน

ในปัจจุบัน ตำราคำนวณและปฏิทินดาว (Ephemeris) ของบ้านเรามี 2 สาย คือ (1)ตำราสุริยยาตร์เดิมนำโดยอ.ทองเจือ อ่างแก้ว (2) ตำราที่ปรับแก้ให้ถูกต้อง (ตามอินเดียที่ปรับแก้ไปก่อนแล้ว) นำโดยอ.เทพย์ สาริกบุตร สายแรกยังมีผู้นิยมใช้กันอยู่มาก แต่ผู้เรียนรุ่นใหม่ ๆ นิยมใช้สายที่ 2มากขึ้นเรื่อย ๆ เหตุผลคือเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักโหราศาสตร์ทั่วโลก ต่างจากสายแรกที่ยอมรับกันเฉพาะบ้านเราเท่านั้น

คำว่า “สุริยะ” หมายถึงดวงอาทิตย์ ตำรายึดถือดวงอาทิตย์เป็นหลักและจุดเริ่มต้น เมื่อคำนวณวิถีโคจรของดวงอาทิตย์ได้แล้ว ก็ค่อยคำนวณดาวอื่นต่อไป อย่างไรก็ตาม ตำราโบราณบอกสูตรของดาวที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า 7 ดวงเท่านั้น ในตำราสุริยยาตร์จึงไม่มีดาวมฤตยู

ดาวมฤตยูถูกค้นพบเมื่อ13 มีนาคม ค.ศ. 1781 (ที่ 3:39 องศาราศีเมถุน) อันเป็นช่วงก่อนสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ แต่กว่าจะนำมาใช้ในโหราศาสตร์ก็กินเวลาหลายปี ความรู้นี้กว่าจะถึงเมืองไทย ก็น่าจะเป็นสมัยรัชกาลที่ 3 ที่เริ่มค้าขายกับชาติตะวันตก สันนิษฐานกันว่า วงการโหราศาสตร์ไทยเริ่มใช้มฤตยูในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยนายมี ลงกาใหม่ (หมื่นพรหมสมพัสสร)

มฤตยูจึงถูกนำมารวมในปฏิทินสุริยยาตร์แบบเดิม เรื่อง “มฤตยูเข้าราศีเมษ” ที่เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วนั้น ก็มีที่มาจากผู้ใช้ปฏิทินสายนี้ ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนจากความจริงบนท้องฟ้า

วันที่ 6 มีนาคม 2559 มฤตยูยังอยู่ที่ 24:27 องศาราศีมีน ไม่ได้ยกเข้าราศีเมษแต่อย่างใด