ความเสี่ยงการเงินอินเดีย

ความเสี่ยงการเงินอินเดีย

ตัวเลขจีดีพีของอินเดียล่าสุดที่เกือบแตะร้อยละ 8 เข้าไปทุกที ถือได้ว่าเติบโตในระดับสูงที่สุดในรอบหลายปี

นับได้ว่าเป็นข่าวดีแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนิยามการคิดตัวเลขจีดีพีบ้างก็ตาม ทว่าอินเดียก็ยังมีความเสี่ยงที่สำคัญรออยู่ในปีนี้

โดยความเสี่ยงของอินเดียก็คล้ายกับประเทศเกิดใหม่อื่นๆ คือมักจะมาจากฝั่งการเมืองเสียส่วนใหญ่ แม้แต่ตำแหน่ง ‘ผู้ว่าการธนาคารกลาง’ ก็ไม่มีข้อยกเว้น หากมองย้อนกลับไปกว่า 2 ปีที่ผ่านมา คงต้องยอมรับว่าที่เศรษฐกิจอินเดียมาถึงจุดนี้ได้ อานิสงส์ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามต้องยกเครดิตให้กับนายรากูราม ราจาน ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย อดีตศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยชิคาโกและนักวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยส่วนตัว ผมคิดว่านายราจานไม่ได้โดดเด่นในการดำเนินนโยบายการเงินเชิงเทคนิคมากเท่ากับความโปร่งใสและกล้าเผชิญกับแรงกดดันการเมืองของอินเดียในการแก้ใช้นโยบายการเงินในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอินเดีย

แนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินของอินเดียโดยนายราจาน คล้ายคลึงกับนายพอล โวล์คเกอร์ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อ 40 กว่าปีก่อน โดยเน้นการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อ ผนวกกับบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนมิให้แข็งค่าจนเกินไป เพื่อเน้นขีดความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกควบคู่กับการลดความเสี่ยงของระบบสถาบันการเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอินเดียให้เติบโต

อย่างไรก็ดี มีสัญญาณว่าเก้าอี้ของนายราจานเริ่มจะไม่มั่นคงเสียแล้ว โดยสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งรัฐมนตรีคลังและนายกรัฐมนตรีของอินเดียต่างสงวนท่าทีสำหรับคำถามที่ว่าจะยังแต่งตั้งนายราจานในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางที่จะครบวาระในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้หรือไม่

ที่มากไปกว่านั้น ได้มีคำกล่าวหาจากนายสุบรามาเนียน สวามมี่ สมาชิกรัฐสภาคนสนิทของนายโมดิ ที่ดูออกจะเป็นประเด็นการเมืองมากกว่า เกี่ยวกับนายราจานเป็นชาวอินเดียที่ไม่มีจิตใจแบบอินเดียมากนัก เนื่องจากมีใบอนุญาตที่สามารถทำงานและอยู่ในอเมริกาได้ อีกทั้งยังกล่าวหาว่านายราจานไม่เคารพในแนวคิดแบบวรรณะ จากความเห็นด้านความเท่าเทียมของชนชั้นต่างๆ นอกจากนี้ยังถูกมองว่ามีการใช้อีเมล์ของมหาวิทยาลัยชิคาโก ในการส่งข้อมูลความลับของราชการอินเดียอีกต่างหาก

หากการกล่าวหาดังกล่าวทำให้นายโมดิตัดสินใจไม่ต่ออายุวาระผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย เนื่องจากผมคิดว่านายราจานมีความโดดเด่นกว่านายธนาคารกลางหลายๆ ท่าน ในแง่มุมต่างๆ ต่อไปนี้

หนึ่ง นโยบายการเงินที่นายราจานได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2013 เป็นสิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจอินเดียมีเสถียรภาพยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่อัตราเงินเฟ้อลดลงจากตัวเลขสองหลักมาสู่ที่ระดับร้อยละ 5-6 ในตอนนี้ อีกทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียก็อยู่ในระดับสูงที่สุดหากวัดกันในบรรดาประเทศหลักๆ ในโลก

สอง นายราจานมีความเป็นอิสระต่อฝั่งการเมืองสูงมากๆ จะเห็นได้ว่าในระบบธนาคารพาณิชย์ของอินเดียที่มีนักการเมืองมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่มากนั้น นายราจานยังสามารถยกเครื่องกฎระเบียบไปได้เยอะพอสมควร

สาม นายราจานกล้าวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอินเดีย อาทิ นโยบายการคลังที่หละหลวมเกินไปในบางช่วงเวลา รวมไปถึงวิจารณ์แบงก์ชาติประเทศตะวันตกที่เน้นกระตุ้นตลาดการเงินจนเกินตัว

ท้ายสุด วิธีการยกเครื่องระบบสถาบันการเงินของนายราจานทำได้อย่างโดดเด่น ด้วยการออกมาตรการระเบียบที่ล้อไปกับกฎเกณฑ์ของ Basel ทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของแบงก์ต่างๆ ไม่ให้มีใบอนุญาตซ้ำซ้อน รวมถึงเปิดให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันอย่างเหมาะเจาะ โดยมาตรการเหล่านี้ ได้ทำให้นักการเมืองบางท่าน เกิดความไม่พอใจ จนเกิดกระแสไม่เอานายราจานอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ช่วงเวลา 2-3 เดือนนับจากนี้ไป น่าจะเป็นบทพิสูจน์ของนายรามายาดา โมดิ นายกรัฐมนตรีอินเดีย ว่ายังคงมีวิสัยทัศน์โดยปราศจากการประนีประนอมในเชิงผลประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าโอกาสที่นายราจานจะหลุดจากตำแหน่งมีสูง เนื่องจากช่วงหลังๆ เริ่มเห็นมาตรการรัฐบาลของอินเดียที่เดินมาในแนวที่ไม่สู้จะถูกทิศถูกทางมากนัก

ผมมองว่าเศรษฐกิจอินเดียน่าจะเสี่ยงสูงขึ้นมาก หากนายราจานไม่สามารถที่จะฝ่าวงล้อมทางการเมืองในช่วงนี้แล้ว มีนายธนาคารกลางท่านใหม่ที่มาจากสายการเมืองเข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งอาจทำให้อินเดียในอนาคตจะไม่แตกต่างจากประเทศละตินอเมริกาหลายประเทศในขณะนี้ในแง่ความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

โดยสรุป Save Rajan คือคาถาที่เศรษฐกิจอินเดียต้องท่องไว้ เพราะอินเดียคงจะหานายธนาคารกลางที่มือสะอาดเหมือนนายราจานได้ยากมากในยุคนี้ครับ