“เลี้ยงไก่ปลอดยาปฏิชีวนะ”..ปศุสัตว์ไทยทำได้!!

ปัญหาเชื้อดื้อยากระตุ้นให้คนตระหนักถึงการใช้ยาอย่างสมเหตุผลมากขึ้น มีการศึกษาถึงปัจจัยและที่มาอันอาจ
ก่อให้เกิดอาการดื้อยา ซึ่งพบว่าเป็นไปได้ทั้งการถ่ายทอดเชื้อจากคนสู่สัตว์และสัตว์สู่คน มีการค้นหาเหตุปัจจัยว่าพฤติกรรมใดของมนุษย์ที่ทำให้เกิดการดื้อยา ซึ่งก็พบว่าการซื้อยาปฏิชีวนะตามร้านขายยาที่ยังเป็นไปอย่างอิสระ พฤติกรรมการรับประทานยาปฏิชีวนะไม่ครบโดส หรือการจ่ายยาที่ครอบคลุมเชื้อทุกชนิดไว้ก่อน โดยไม่ตรวจสอบเชื้อจากห้องแล็ปให้ถูกต้อง หรือขาดวินัยในการรักษาสุขอนามัย ล้วนเป็นปัจจัยหลักของปัญหา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแม้จะรู้เหตุปัจจัยหลัก แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนหรือสังคมนั้นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากยังคงมีความเชื่อเดิมๆ ที่บอกต่อๆ กันมา และมีข้อจำกัดในบางเรื่อง
ในส่วนของภาคปศุสัตว์ก็มีความพยายามลดใช้ปฏิชีวนะที่ในปัจจุบันก็มีการใช้น้อยอยู่แล้ว ด้วยมุ่งหวังว่าจะช่วยลดการเกิดเชื้อดื้อยาให้น้อยที่สุด เพื่อส่งผ่านผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค ได้ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมผ่าน “โครงการการเลี้ยงไก่ปลอดยาปฏิชีวนะ” ที่เกิดขึ้นได้แล้วจริงๆ ในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของไทย
อย่าเพิ่งกังวลว่าที่ผ่านมามีการใช้ยาเยอะเกินความจำเป็น เพราะในวงการปศุสัตว์มีมาตรฐานการผลิตสินค้าอาหารปลอดภัย (Food Safety) กำกับอยู่ โดยจะใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษาเฉพาะกรณีที่สัตว์ป่วยเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามหลักสวัสดิภาพสัตว์คือต้องให้การรักษาสัตว์ป่วยตามสิทธิที่สัตว์มี ขณะเดียวกันการใช้ยาทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การสั่งยาและควบคุมโดยสัตวแพทย์ หากมีการใช้ยาก็จะหยุดการใช้ตามข้อกำหนดระยะหยุดยาตามหลักวิชาการ จนปลอดจากยาตกค้างแล้วจึงจะส่งเข้าโรงงานแปรรูปต่อไป
“โครงการการเลี้ยงไก่ปลอดยาปฏิชีวนะ”เป็นการพัฒนารูปแบบการเลี้ยงให้สูงขึ้นอีก โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดโอกาสการเกิดเชื้อดื้อยาในสัตว์ที่อาจส่งผลกระทบต่อเชื้อดื้อยาในคน และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้นในด้านความปลอดภัยทางอาหาร โดยขณะนี้ผู้ประกอบการรายใหญ่ของวงการอุตสาหกรรมสัตว์ปีกไทยสามารถเลี้ยงไก่ปลอดยาปฏิชีวนะได้สำเร็จแล้วจากโครงการนำร่องตั้งแต่ปี 2557 โดยมีผลผลิตไก่เนื้อปลอดยาปฏิชีวนะออกมาแล้วราว 38 ล้านตัว และกำลังขยายผลต่อยอดโครงการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หลักการเลี้ยงไก่ปลอดยาปฏิชีวนะ
สพ.ญ.จิตสุภา วุฒิกรวิภาค สัตวแพทย์ผู้ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ปลอดยาปฏิชีวนะของซีพีเอฟ พูดถึงหลักการเลี้ยงไก่ปลอดยาปฏิชีวนะว่า ต้องเริ่มต้นที่การคัดเลือกลูกไก่จากฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ที่ไม่มีปัญหาสุขภาพ มีอายุไข่ที่เหมาะสม มีการฆ่าเชื้อไข่ฟัก และมีการจัดการโรงฟักที่ดีเมื่อได้สายพันธุ์ที่ดีแล้ว การบริการจัดการสถานะฝูงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากเทียบเท่ากับวินัยในการรักษาสุขอนามัยของคนเลย โดยสถานะฝูงต้องมีระบบป้องกันโรค (Biosecurity) ที่เข้มงวด มีการล้างทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรงเรือน มีการควบคุมการจัดการภายในโรงเรือนที่ดี และเน้นการทำวัคซีนเพื่อสร้างภูมิต้านทานให้ตัวไก่ นอกจากนี้ต้องให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ปฏิบัติ เป็นการปลูกฝังวินัย และต้องมีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง เนื่องจากหากละเลยแม้เรื่องเล็กน้อย ย่อมนำไปสู่ความเสี่ยงในการติดเชื้อได้
ขณะเดียวกัน ต้องเสริมความสามารถในการย่อยและดูดซึมอาหารของไก่ เพื่อไม่ให้อาหารที่ย่อยและดูดซึมไม่หมดต้องตกค้างจนกลายเป็นสารอาหารให้เชื้อแบคทีเรียก่อโรค เช่น อีโคไล ซาโมเนลล่า หรือ คอสตริเดียม รวมถึง ต้องเพิ่มจำนวนเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์หลายๆ ชนิดในลำไส้ไก่
เมื่อมีระบบการป้องกันที่ดี มีวิธีการช่วยลดแบคทีเรียก่อโรค และเพิ่มแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เป็นการดูแลสุขภาพไก่อย่างดีที่สุด เป็นการป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้ไก่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อใดๆ ทำให้ไก่ในโครงการนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ และสามารถดำรงสุขภาพอย่างแข็งแรงได้ตั้งแต่ฟักเป็นตัวกระทั่งเข้าสู่โรงงานแปรรูป โดยตลอดเส้นทางแม้จะไม่มีการใช้ยาแต่ก็ยังคงต้องตรวจสอบยาปฏิชีวนะตกค้าง เพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าไม่พบสารตกค้างใดๆ และปลอดภัยต่อผู้บริโภค
นวัตกรรมเลี้ยงไก่ของไทยก้าวหน้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีพัฒนาการของระบบการป้องกันโรคทางชีวภาพ เพื่อลดความเสี่ยง หรือในระดับการผลิตก็มีนวัตกรรมระบบโรงเรือนและอุปกรณ์การเลี้ยง ตลอดจนความเข้มแข็งในวิธีจัดการเลี้ยงที่ดี ซึ่งทั้งหมดสะท้อนถึงความสำเร็จ ดังเห็นได้จากการที่ไทยไม่เคยพบโรคระบาดอย่างไข้หวัดนกอีกเลยหลังจากปี 2547
หากประเด็นเชื้อดื้อยาซึ่งเป็นเรื่องของสุขภาพสัตว์และสุขภาพคน เข้ามามีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางการผลิตสินค้าเกษตรในอนาคต..เชื่อได้ว่าภาคปศุสัตว์ของไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมสัตว์ปีกจะสามารถตอบโจทย์และสนองตอบได้อย่างทันการณ์...ในเมื่อเรามีกรมปศุสัตว์ที่เข้มแข็ง มีสัตวแพทย์และภาควิชาการที่ชัดเจนในข้อมูล
มีงานวิจัยคุณภาพและมีภาคธุรกิจที่ตระหนักถึง Food Safety ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการวิจัยพัฒนา...จุดเริ่มต้นดีๆ ก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ
--------------------
เพ็ญภัสสร์ วิจารณ์ทัศน์







