เมื่อวานเป็นวันครบรอบ 2 ปีของการเข้าควบคุมอำนาจ
การปกครองของ คสช.
ปัญหาที่น่าวิเคราะห์ในวาระ 2 ปีของการรัฐประหาร คือความเข้าใจของท่านเองว่าท่านยึดอำนาจเข้ามาทำอะไร
การยึดอำนาจเข้ามาทำอะไร เป็นการคิดต่อยอดจากเหตุผลที่ท่านอ้างว่าท่านยึดอำนาจเข้ามาทำไม ซึ่งจะเป็นคำตอบว่าการยึดอำนาจของท่าน "เสียของหรือไม่?"
ท่านอ้างเหตุของการยึดอำนาจเอาไว้แบบนี้
1. เพื่อหยุดยั้งการชุมนุมประท้วงบนท้องถนน จนทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้ เพราะขณะนั้นรัฐบาลหมดสภาพจนทำงานไม่ได้ แม้แต่งบประมาณก็จ่ายไม่ได้
2. เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งแบ่งฝ่าย สร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ (ไม่ทราบว่าความหมายจริงๆ คือ “ในชาตินี้” หรือเปล่า ถึงต้องใช้เวลายาวนาน)
3. เพื่อปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง
จากเหตุผลทั้ง 3 ข้อ นำมาสู่สิ่งที่ท่านทำตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากข้อ 1 ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะท่านหยุดยั้งการชุมนุมบนท้องถนนได้
ส่วนข้อ 2 แม้ท่านจะหยุดยั้งการชุมนุมได้ แต่ท่านไม่สามารถสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะมีคนจ้องป่วนเท่านั้น แต่เป็นเพราะท่านไม่ได้ทำ หรือทำแต่ทำไม่ถูกวิธี
ข้อ 3 การปฏิรูปยังแทบไม่ขยับเลย การตั้งสภาขึ้นมาขับเคลื่อนการปฏิรูป โดยเฉพาะชุดแรก คือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กลายเป็นสภารับใช้งานการเมืองของท่านมากกว่า ผลงานเด่นชัดที่สุด คือโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านไม่ปลื้ม
ทีนี้มาดูกันต่อถึงสาเหตุที่ท่านทำข้อ 2 กับ 3 ไม่สำเร็จ คำตอบง่ายๆ คือ ท่านไม่เข้าใจว่าท่านเข้ามาทำไม ซึ่งมีเหตุปัจจัยอย่างน้อยๆ 3 ข้อ คือ
1. ท่านไม่เข้าใจรากเหง้าของความขัดแย้ง ท่านคิดว่ามีแต่เรื่องการเมือง หรือมีแต่เรื่อง คุณทักษิณ ชินวัตร ทำให้ท่านมุ่งแก้เฉพาะส่วนนี้ เรียกแกนนำกลุ่มการเมืองไปปรับทัศนคติ หรือไม่ก็เรียกไปจับมือแสดงให้เห็นว่าปรองดองกัน
ส่วนรากเหง้าที่แท้จริงของความขัดแย้ง คือ ความรู้สึกไม่เป็นธรรมที่บางกลุ่มบางฝ่ายได้รับตลอดมา ท่านไม่ได้แก้ไขอะไรเลย
ตัวอย่างที่ยกให้เห็นได้ง่ายๆ คือ องค์กรตรวจสอบบางองค์กร ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งกับพรรคการเมืองบางพรรค และกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม แต่แทนที่หลังการยึดอำนาจ ท่านจะใช้โอกาสในการสร้างกระบวนการตรวจสอบที่คู่ขัดแย้งยอมรับ กลับใช้องค์กรตรวจสอบเดิม ดำเนินคดีเพิ่มเติมกับบางพรรค อย่างนี้จะปรองดองได้อย่างไร
ส่วนกระบวนการปรองดองที่ถูกต้องตามทฤษฎี คือ ค้นหาความจริงที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน – ผู้กระทำผิดต้องยอมรับผิด - ลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมที่เป็นกลาง - แล้วจึงให้อภัยหรือนิรโทษ แต่จนป่านนี้ยังไม่เริ่มนับหนึ่ง
2. ท่านไม่เข้าใจเรื่องความชอบธรรม ท่านยึดอำนาจเข้ามา เขียนกติกาขึ้นเอง ซึ่งบางข้อไม่เป็นธรรม หรือไม่สอดคล้องกับกติกาสากล แต่ท่านกลับอ้างกติกาเหล่านั้นไปดำเนินคดีกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม โดยบอกว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทำแบบนี้จะปรองดองได้อย่างไร
3. ท่านไม่เข้าใจสถานะการเป็น “รัฐบาลเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งควรทำแต่เรื่องใหญ่ๆ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้ แล้วรีบคืนอำนาจ โดยต้องมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ไม่ใช่เลือกแต่พรรคพวกของท่านเอง
ในแง่ของการปฏิรูป จะเห็นได้ว่าปัญหาในวงการตำรวจ ใกล้ตัวประชาชนที่สุด ท่านกลับไม่ทำ บางสิ่งที่ท่านทำ ก็นำพาระบบตำรวจถอยหลัง สิ่งที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้คือ จะหมดปีงบประมาณอยู่แล้วยังแต่งตั้งระดับพันตำรวจเอกลงมาไม่เสร็จสิ้น
ส่วนผลงานที่ท่านอ้างและเตรียมแถลงนั้น เขาเรียก “งานรูทีน” ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ต้องมีผลงานแบบนี้ เช่น ออกกฎหมายไปแล้วกี่ฉบับ อนุมัติโครงการอะไรไปบ้าง
แต่ก็ต้องยอมรับว่าจุดเด่นที่ต้องปรบมือให้ สำหรับผลงานรูทีนของท่านก็คือ ท่านมีผลประโยชน์แอบแฝงค่อนข้างน้อย เรียกว่าน้อยกว่ารัฐบาลของนักการเมือง
แต่ก็นั่นแหละ มันไม่เพียงพอกับสถานการณ์จริงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ!






