วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตรียมรับมือตลาดเงินโลกผันผวน มองเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนมิ.ย.

ตลาดการเงินโลกเริ่มกังวลรอบใหม่

หลังจากที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เปิดเผยรายงานประชุมประจำวันที่ 26-27 เม.ย. เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระบุว่าเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิ.ย.นี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยที่กรรมการเฟดส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า หากมีข้อมูลบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจมีการขยายตัวได้ดีขึ้นในไตรมาส 2 รวมทั้งตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่งและเงินเฟ้อเริ่มเคลื่อนไหวใกล้ระดับเป้าหมายของเฟดที่ 2% การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในการประชุมครั้งต่อไปช่วงวันที่ 14-15 มิ.ย. ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม ทั้งนี้การประชุม FOMC ในรอบที่ผ่านมาได้ยืนดอกเบี้ยนโยบายเฟดฟันด์เรทไว้ที่ 0.5% หลังจากที่มีการปรับขึ้นมาครั้งแรกในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วและเฟดได้ส่งสัญญาณในครั้งนั้นคาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้รวม 4 ครั้ง โดยให้เหตุผลในความเป็นห่วงต่อตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปั่นป่วนในช่วงเดือนม.ค.และ ก.พ.เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและการประกาศลดค่าเงินหยวนตั้งแต่ปลายปี 2015 ประกอบกับความอ่อนแอของเศรษฐกิจญี่ปุ่นและยูโรโซนทั้งที่มีการอัดฉีดคิวอีเพิ่มและใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงเช่นกัน

ทำให้มุมมองนักลงทุนในช่วงที่ผ่านมาเชื่อว่าเฟดรีรอที่จะขึ้นดอกเบี้ยโดยอาจจะปรับขึ้นเหลือแค่ครั้งเดียวในปลายปีนี้ซึ่งอาจจะเป็นช่วงหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือน พ.ย.ผ่านพ้นไปแล้ว แต่เมื่อรายงานอย่างละเอียดในการประชุมของ FOMC ล่าสุดได้สร้างความกังวลกับตลาดการเงินโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อ 2 ประธานเฟดสาขาแอตแลนต้าและซานฟรานซิสโกได้ตอกย้ำว่าเฟดจะมีการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ รวมถึงนายวิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์กได้กล่าวย้ำต่อมาว่าเฟดมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในฤดูร้อนนี้ ถ้าหากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐเป็นไปตามที่เฟดคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของสหรัฐ เป็นอีกหนึ่งสถาบันที่คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ แต่ FOMC จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณชี้นำล่วงหน้าให้กับนักลงทุนโดยมีเป้าหมายที่จะไม่ให้การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้ยืม และเพื่อไม่ให้มีผลกระทบมากนักต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สำหรับปฏิกิริยาของตลาดเงินโลกเริ่มหวั่นไหวมีการเทขายหุ้น สวนทางค่าเงินดอลลาร์ที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 110.39 เยน ทำสถิติสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ขานรับรายงานประชุม FOMC ที่ส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้านี้ ทั้งนี้ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินได้แข็งค่าสู่ระดับ 95.262 นับว่าแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 7 สัปดาห์ ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมีการปรับตัวขึ้นของระดับราคา ที่เป็นการดีดตัวขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนร่วงลงแตะระดับ 1.84% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีอ่อนตัวลงที่ระดับ 2.64% แต่ตลาดยังคงให้ความสนใจต่อการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่ม G-7 ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งจะทำการหารือเกี่ยวกับนโยบายเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจโลก ก่อนที่จะมีการประชุมผู้นำประเทศกลุ่ม G-7 ในสัปดาห์ถัดไปปลายเดือนนี้ โดยที่นักลงทุนจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของนายสแตนเลย์ ฟิชเชอร์ รองประธานเฟดในการประชุมคราวนี้ด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายจอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินวัย 85 ปีทำการเปิดเผยการปรับลดพอร์ตลงทุนในหุ้นเหลือเพียง 25% ที่มีมูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือน มี.ค.2016 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดดั้งแต่ปี 2013 โดยชี้ถึงความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นโลกจะปรับลดลงรอบนี้ มาจากความเสี่ยงของเศรษฐกิจจีนที่จะเกิด hard landing ปัญหาหนี้ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในระบบสินเชื่อที่นำมาซึ่งภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยที่โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดังของสหรัฐ ก็คาดว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะมีการปรับตัวครั้งใหญ่ร่วงลง 5-10% ภายใน 12 เดือน โดยดัชนี S&P500 จะอยู่ที่ 1,850-1,950 แต่ก็ยังเชื่อว่าในที่สุด S&P500 จะกลับขึ้นไปยืนที่ 2,100 จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับตลาดการเงินโลกยังคงผันผวน เพราะปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ยังเป็นสัญญาณเตือนภัยให้เราต้องเตรียมรับมือความผันผวนที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมเฝ้ามองเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเดือนมิ.ย.หรือไม่ รวมทั้งแรงกดดันในเรื่องสงครามการค้าสหรัฐกับจีนจะปะทุตามมาหรือไม่ จากที่สหรัฐเพิ่งจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กสูงขึ้นถึง 522% ส่งผลกระทบอย่างหนักกับผู้ผลิตเหล็กจากจีน หลังจากทางการสหรัฐกล่าวหาบริษัทผู้ผลิตจากจีนตั้งราคาขายเหล็กต่ำกว่าตลาดอย่างมาก