วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตรียมรับมือการขยับตัวของเฟด

หลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 9 ปี

ไปเมื่อเดือนธันวาคมปี 2558 ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด แสดงท่าทีว่าอาจพร้อมที่จะเข้มงวดนโยบายการเงินอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการของเฟดส่วนใหญ่ ระบุในการประชุมกำหนดนโยบายเดือนที่แล้ว ว่าต้องการเห็นสัญญาณว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้นในช่วงไตรมาส 2 และการจ้างงานรวมถึงเงินเฟ้อแข็งแกร่ง ซึ่งถ้าข้อมูลต่างๆ ดำเนินไปเช่นนี้ ก็ถือเป็นเรื่องเหมาะสมที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน

รายงานการประชุมระบุว่าข้อมูลเศรษฐกิจระยะหลังทำให้ผู้กำหนดนโยบายมีความมั่นใจมากขึ้นว่าเงินเฟ้อกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมาย 2% และแม้ผู้กำหนดนโยบายบางคนวิตกเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงไตรมาสแรก ซึ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 2 ปีที่ระดับเพียง 0.5% แต่ผู้กำหนดนโยบายคนอื่นมองว่าการจ้างงานที่แข็งแกร่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไม่ได้อ่อนแรงลง อีกทั้งเฟดยังคลายความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ข้อมูลทางเศรษฐกิจสหรัฐนับจากปลายเดือนเมษายน ล้วนบ่งชี้ว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับผลผลิตภาคอุตสาหกรรม อันช่วยหนุนนำแนวคิดที่ว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนย้ำว่ามีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมนัดหน้า แนวโน้มที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยฉุดตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกให้ปรับตัวลง เช่นเดียวกับค่าเงินของตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนค่าลงสืบเนื่องจากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

แม้แนวโน้มของการปรับขึ้นดอกเบี้ยในสหรัฐ สะท้อนว่าสภาพการณ์ของประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก กระเตื้องดีขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศต่างๆ มากมายที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐและเผชิญความซบเซาด้านการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ซึ่งพึ่งพาการค้าอย่างมากและตัวเลขการส่งออกลดฮวบช่วงเดือนเมษายน สืบเนื่องจากอุปสงค์ที่ลดลงจากจีนและสหรัฐ หรือฟิลิปปินส์ที่การส่งออกลดลง 12 เดือนติดกันแต่ยังมีอุปสงค์และการลงทุนในประเทศที่ช่วยประคองและผลักดันการเติบโตให้ยังอยู่ในระดับสูงได้

แต่ความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่สูง รวมถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นเสาหลักอื่นๆ ในโลก ซึ่งไม่ชัดเจนว่ามีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งหรือไม่ น่าจะสร้างความผันผวนในตลาดเงิน-ตลาดทุนในระดับหนึ่ง แม้อาจไม่ปั่นป่วนหนักเหมือนเมื่อช่วงต้นปีก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายรวมถึงไทย ต้องคอยจับตาเพื่อประเมินผลกระทบในด้านต่างๆ ซึ่งเวทีการประชุมของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติหรือจี 7 ที่มีขึ้นตั้งแต่ปลายสัปดาห์นี้ น่าจะเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่จะได้เห็นประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจทั่วโลก มาหารือกันเพื่อช่วยหาแนวทางกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

หากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ เห็นพ้องกันถึงความจำเป็นในการจัดทำมาตรการกระตุ้นต่างๆ เพื่อหนุนนำความต้องการในโลก ก็น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในวงกว้างว่าผู้กำหนดนโยบายของประเทศต่างๆ กำลังดำเนินความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อประคับประคองและผลักดันการเติบโต ผ่านเครื่องมือและนโยบายทุกรูปแบบที่สามารถนำมาใช้ได้