เอาแต่เรื่องหยุมหยิม ไม่ดูภาพใหญ่กันซะเลย....
อ่านข่าวเรื่องคตง.มีมติให้กล่าวโทษฟ้องร้อง อดีตรัฐมนตรีคลัง และอดีตผู้บริหารปตท. เรื่องการคืนท่อก๊าซไม่ครบถ้วนทำให้รัฐเสียหาย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกับที่ผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งโทษหลายๆ คน เมื่อไม่กี่วันก่อนแล้วให้เกิดความรู้สึกเป็นห่วงประเทศไทยเหลือเกิน
...เนื่องด้วยว่าหน่วยงาน รวมทั้งกฎระเบียบต่างๆ ที่ควรจะทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบให้กลไกต่างๆ ของรัฐทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่รั่วไหล ไม่มีการคดโกงทุจริต แต่พอเอาเข้าจริง ท่านกลับไม่เคยมองภาพใหญ่เลย กลับมาทำแต่เรื่องหยุมหยิมไม่สร้างสรรค์ แทนที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ กลับจะทำให้กลไกทุกอย่างหยุดชะงัก ทำให้คนไม่กล้าทำงาน ไม่กล้าตัดสินใจ คนดีไม่ขันอาสา
ทำไมผมถึงกล้าสรุปอย่างนี้ ทำไมไปตำหนิหน่วยงานสถาบันสำคัญขนาดนั้น จะขออธิบายนะครับ.....
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า ผมเชื่อว่าทุกหน่วยงาน รวมทั้งคนฟ้องด้วย ต่างก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าเรื่องนี้ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน จะคืนท่อครบหรือไม่ครบ ไม่มีใครได้รับเงินทุจริต ไม่มีใครจ่ายเงิน สมมุติถ้าจะมีใครได้ประโยชน์ก็คงเป็นผู้ถือหุ้นที่ก็เป็นกระทรวงการคลังเสีย 65% ที่เหลือก็เป็นนักลงทุนอีกหลายแสนรายที่ไม่มีใครรวบรวมเอาเงินมาจ่ายจ้างทุจริตเป็นแน่
เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร... คงต้องขอเท้าความยาวหน่อยนะครับ
ปตท.ได้ทำการแปรรูปจาก การปิโตรเลียมฯเป็นบมจ.ปตท. ตามพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ แล้วเข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ จำหน่ายหุ้น IPO มูลค่าประมาณ 33,000 ล้านบาท ในปลายปี 2544 แล้วนำเงินที่ได้ไปแก้ปัญหาการเงินที่กิจการ รวมทั้งในเครือประสบจากวิกฤติเศรษฐกิจ รวมทั้งไปขยายตัวซื้อกิจการเพิ่ม และลงทุนอีกมาก จนทำให้กิจการรุ่งเรืองมาตามลำดับ กลายเป็นบริษัทไทยที่ใหญ่ที่สุด
ตลอดสิบห้าปี ปตท.และบริษัทในเครือระดมทุนเพิ่มจากตลาดทุนอีกเกือบสองแสนล้านบาท และมีการลงทุนร่วมสองล้านล้านบาท ซึ่งผมขอยืนยันเลยว่า ถ้าไม่มีการเข้าตลาดฯในครั้งนั้น ปตท.จะไม่มีวันนี้อย่างแน่นอน ไม่เละเทะก็อย่างเก่งจะเป็นได้แค่รัฐวิสาหกิจชั้นดีที่ขยายตัวไม่ได้ แล้วผมก็ไม่เชื่อว่าถ้าปตท.ไม่เข้าตลาดจะทำให้ราคาพลังงานถูกลง (ค่อนข้างมั่นใจว่าจะแพงขึ้นด้วย และมีโอกาสขาดแคลนเกิดวิกฤติสูงกว่านี้) ซึ่งเรื่องประโยชน์ของการเข้าตลาดของปตท.นี้ ผมมั่นใจว่ามีมากมาย และได้เขียนถึงมาหลายครั้งแล้ว จะสรุปแค่นี้นะครับ
แต่พอมาปี 2549 ก็ได้มีกลุ่ม NGO ยกเรื่องขึ้นมาฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนการแปรรูป ให้ทุกอย่างเป็นโมฆะ โดยยกเอาความบกพร่องไม่สมบูรณ์หยุมหยิมบางจุดในการดำเนินการเช่น การตั้งอนุกรรมการชุดย่อย รายละเอียดการประชาพิจารณ์ รวมทั้งได้อ้างการเอาทรัพย์สินสาธารณะที่ได้จากการใช้อำนาจรัฐเวนคืนหรือรอนสิทธิ์ไปจำหน่ายจ่ายโอน
พอปลายปี 2550 ศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำพิพากษาตัดสิน สรุปให้ยกคำฟ้องเรื่องการเพิกถอนการแปรรูป แต่สั่งให้ครม. และปตท. ร่วมกันแบ่งแยกทรัพย์สินส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติและสิทธิการใช้ที่ดินที่ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชน เพื่อการวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อกลับมาเป็นของรัฐ
ตรงนี้ขอวิจารณ์การตัดสินของศาลปกครองหน่อยนะครับ (ขอยืนยันว่าวิจารณ์ตามหลักการนะครับ) ...ผมเห็นด้วยอย่างมากกับการตัดสินที่ไม่เพิกถอนการแปรรูป เพราะไม่อย่างนั้นก็เกิดวิกฤติแน่นอน ถ้าให้การแปรรูปการขายหุ้นเป็นโมฆะ ก็จะเกิดวิกฤติตลาดทุนก่อนเลย ตามมาด้วยวิกฤติพลังงาน และถ้าไม่เกิดวิกฤติใหญ่จนถดถอยทั้งเศรษฐกิจไทย อย่างน้อยก็จะทำให้หยุดชะงักเป็นเวลานาน ...แต่มีคำถามเกี่ยวกับการตัดสินที่ให้คืนท่อบางส่วนนี้ ผมไม่คิดว่าเป็นหลักการที่ถูกต้องเลย เพราะถึงจะเป็นการเวนคืน เป็นการรอนสิทธิ์ แต่ปตท.ก็เป็นผู้จ่ายค่าเวนคืนค่ารอนสิทธิ์ และเป็นผู้ลงทุนสร้างท่อเอง ตอนขายหุ้นไปก็ชัดเจนว่าเป็นการขายทรัพย์สินส่วนนี้ไปด้วย การไปเอาคืนโดยไม่จ่ายค่าชดเชยใดๆ นั้น จริงๆ มันก็คือการ“ยึดคืน”ดื้อๆ เป็นการ Nationalize จากเอกชน
ทรัพย์นั้นจะได้มาโดยเหตุใดๆ ก็ตามย่อมนำมาใช้ประโยชน์ได้ และน่าจะจำหน่ายออกไปได้เช่นกัน ถ้าการจำหน่ายนั้นจะทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้น (และไม่ได้เอื้อประโยชน์ผู้ซื้อ) การกำหนดบรรทัดฐานว่าห้ามขายจ่ายโอนอย่างนี้ มันจะก่อให้เกิดผลกระทบกับกิจการร่วมการงานระหว่างรัฐกับเอกชนอื่นๆ ได้อย่างมากทีเดียว
ความจริงเรื่องท่อก๊าซนี้ ข้อควรคำนึงในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ไม่ใช่เรื่องของการเป็นเจ้าของ แต่เป็นเรื่องของการผูกขาด ซึ่งถึงแม้จะไม่ห้ามใครทำแต่ก็มีลักษณะการผูกขาดโดยธรรมชาติ ซึ่งก่อนแปรรูปก็ได้มีมติว่า ให้แยกออกมาตั้งเป็นบริษัทลูกที่ปตท.ถือหุ้น 100% (เพื่อประโยชน์ในการควบคุมราคาค่าบริการ ไม่ให้ใช้อำนาจ Monopoly ทำกำไรเกินควร) และให้เปิดบริการแก่บุคคลที่สาม (Third Party Access) เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้วย ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ ปตท.ดำเนินการล่าช้า แต่ทางแก้ก็ควรเร่งรัดให้ทำ ไม่ใช่ไปยึดคืน เพราะมันคนละเรื่องกัน ...
จนถึงบัดนี้ ผมก็ยังเชื่อว่าคำตัดสินส่วนนี้ไม่สมเหตุผล และน่ากลัวว่าจะถูกนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในกรณีอื่นๆ จนเป็นอุปสรรคในการที่รัฐเอกชนจะร่วมกันพัฒนาประเทศ
-----------------
บรรยง พงษ์พานิช






