วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โครงข่ายที่น่ากลัว

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดนายเกษม นิมมลรัตน์ อดีตนักการเมืองท้องถิ่นและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดเชียงใหม่ กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ และมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงโครงการค่าใช้จ่ายในการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Motif of Light) ของกรุงเทพมหานคร งบประมาณ 39. 5 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวกับด้านการเงินในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เพียงแต่กรณีแรกได้ชี้มูลความผิด ส่วนกรณีหลังอยู่ในขั้นการไต่สวนข้อเท็จจริง

หากย้อนกลับไปดูคดีเกี่ยวกับการทุจริตที่ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดที่ผ่านมา ซึ่งมีการเผยแพร่ในเว็บไซต์ของป.ป.ช.จำนวนมาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับนักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น จะเห็นว่ามีลักษณะที่เรียกว่าลอกแบบต่อๆกันมา กล่าวคือ เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งหาประโยชน์ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง การรับสินบน รวมถึงกรณีการเบียดเบียนเอาทรัพย์สินของทางราชการเพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตน และที่น่าสนใจคือในระดับท้องถิ่นนั้นปรากฏการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเปิดเผย และเป็นวิธีการที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการเมืองระดับชาติมาแล้วทั้งสิ้น กล่าวคือรูปแบบยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

 อย่างไรก็ตาม คดีที่ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดที่เปิดเผยออกมานั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้หลายปีกว่าจะสรุปผลออกมา ในขณะที่การจัดเครดิตในเรื่องคอร์รัปชั่นของไทยที่ผ่านมานั้น สถาบันจัดอันดับส่วนใหญ่ให้คะแนนดีขึ้น โดยป.ป.ช.ระบุว่าสามารถที่ไทยมีคะแนนเพิ่มขึ้น “อาจเกิดจากการที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เกิดเสถียรภาพ ความเสี่ยงทางการเมืองลดลง มีนโยบายชัดเจน ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ส่งผลต่อการรับรู้ในระดับนานาชาติในทางที่ดีขึ้น” แต่ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นหรือปัญหาลดน้อยลงจริงๆ แต่อย่างน้อยประเทศไทยในสายตาของสถาบันเหล่านี้ก็ดีขึ้นในเรื่องนี้

จากการชี้มูลความผิดของป.ป.ช.ในคดีทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นเกือบทั่วประเทศที่เริ่มทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นความจริงประการหนึ่งของสังคมไทย คือการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อแสวงผลประโยชน์ ของนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจตามกฎหมายนั้น เกิดขึ้นทั่วประเทศ และลักษณะของคดีที่มีพฤติกรรมคล้ายๆกันนั้น สะท้อนให้เห็นว่าภายหลังจากเข้ามามีอำนาจแล้ว ทุกคนประพฤติปฏิบัติไปในแนวเดียวกัน รวมกับว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องปกติที่สามารถทำได้ เพราะ“ใครๆก็ทำกัน” ดังจะเห็นได้จากคดีที่มีอยู่ในป.ป.ช.ที่เป็นเรื่องของนักการเมืองท้องถิ่นนั้นมีมากมายหลายพันคดีที่ยังไม่เสร็จสิ้น

จากข้อมูลดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันนั้น มีเครือข่ายโยงใยแทบทุกพื้นที่ในสังคม เหมือนเป็นร่างแหที่ปกคลุมไปทั่วทั้งสังคม ซึ่งหากนับจากปริมาณคดีที่ยังค้างอยู่ในขั้นศาลและขั้นตอนการไต่สวน ก็จะพบว่าประเทศไทยมีปัญหาในลักษณะเดียวกันทุกพื้นที่ ดังนั้น ตามที่หน่วยงานปราบปรามการทุจริต หรือเอกชนที่มีการเรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหา โดยระบุว่ามีความรุนแรงขั้นนั้น อาจจะเป็นจริง หากเราพิจารณาจากคดีความต่างๆในเรื่องนี้ เพราะแทบทุกพื้นที่ล้วนแต่มีปัญหาเดียวกัน เมื่อดูจากโครงข่ายการทุจริตที่ปกคลุมทั่วพื้นที่โดยนับจากคดีความที่เกิดขึ้นแล้ว ก็จะเข้าใจว่าการแก้ปัญหาต้องใช้เวลา ความร่วมมือและความต่อเนื่องเพียงใด