วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเงินโลกเสี่ยงวิกฤติรอบใหม่

เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีรายงานในเว็บไซต์ Zerohedge

  ที่ตามติดการเคลื่อนไหวทางการเงินทั่วโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกด้วยนั้น ประเมินถึงสถานการณ์ระบบการเงินโลก ที่ทำให้เราต้องเกาะติดใน 8 ประเด็นสำคัญที่อาจจะสร้างวิกฤติการเงินโลกรอบใหม่ก็ได้ โดยตั้งในประเด็นเสี่ยงข้อแรกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดวิกฤติราคาหุ้นตกต่ำอย่างรุนแรง จากผลกระทบของเงินดอลลาร์แข็งค่า จนส่งผลลบต่อการส่งออกและรายได้ของธุรกิจสหรัฐ ที่ดำเนินการในต่างประเทศหดตัวลง รวมถึงความอ่อนแอของภาคธุรกิจในตลาดเกิดใหม่ ทั้งในหมวดที่เป็นเทคโนโลยี การบิน ยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะที่การลดค่าเงินต่างๆ ประกอบกับผลผลิตส่วนเกินและปัญหาหนี้ที่พุ่งขึ้นในจีน มีส่วนทำให้เกิดภาวะเงินฝืดและกำลังซื้อที่หดตัวลง นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของอุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊ส

ประเด็นเสี่ยงข้อสอง การเกิดวิกฤติในตลาดบอนด์ และตลาดการกู้ยืมเงิน หลังภาระหนี้ของภาคธุรกิจโดยในกิจการ shale oil และ shale gas ซึ่ง BIS หรือธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ ชี้ว่าผลจากคิวอีที่ทำให้เกิดสภาพคล่องท่วมโลก ได้ทำให้เกิดหนี้สินที่ตามมาของธุรกิจโดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊สที่ก่อหนี้พุ่งถึง 250% ในปี 2014 เป็นยอดหนี้สะสมถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ จากปี 2008 ที่มีหนี้เพียง 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยส่งผลต่อความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้มากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับประเด็นเสี่ยงที่สาม มาจากระบบธนาคารพาณิชย์ที่ประสบปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในยุโรปมีหนี้ที่มีปัญหามากถึง 1.2 ล้านล้านยูโร รวมทั้งหนี้ที่มีปัญหาในระบบแบงก์ของจีนและอินเดียที่อยู่ในระดับสูงด้วย ส่วนประเด็นเสี่ยงที่สี่ เป็นสภาพคล่องที่ท่วมล้นระบบการเงิน ที่เป็นการพิมพ์เงินออกมาจากธนาคารกลางใหญ่ๆ ของโลกนับตั้งแต่ปี 2009 ยังคงมีให้เห็นเพิ่มขึ้นถึงไตรมาสละ 2-2.5 แสนล้านดอลลาร์ ที่ผลักดันให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงทางการเงินต่างๆ ปรับตัวอยู่ขึ้นในขณะนี้

ประเด็นเสี่ยงที่ห้า การแข่งกันลดค่าเงินเมื่อเทียบกับดอลลาร์ จนทำให้เกิดเป็นสงครามค่าเงินในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเกิดความผันผวนอย่างหนัก โดยหลายประเทศหันมาใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบเพื่อเร่งให้เกิดการลงทุนโดยเฉพาะเป็นความต้องการของญี่ปุ่นและยุโรป แต่สำหรับเงินดอลลาร์ไม่อาจที่จะยืนแข็งค่าตลอดไปได้เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ในขาขึ้น แต่ธนาคารกลางสหรัฐก็ดึงเกมการขึ้นดอกเบี้ยออกไปอาจจะถึงเดือนธันวาคมปีนี้ ทำให้ดอลลาร์เหวี่ยงตัวอ่อนค่าลง ตรงกันข้ามเงินยูโรและเงินเยนกลับแข็งค่าซ้ำเติมให้เศรษฐกิจยิ่งอ่อนแอลงอีก ประเด็นเสี่ยงที่หก ถึงแม้จะมีเงินลงทุนใหม่เกิดขึ้นถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการทดแทนประโยชน์จากการที่ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง แต่เม็ดเงินลงทุนกลับไม่ก่อให้เกิดผลต่อทางเศรษฐกิจมากนัก เพราะ 75% ไปลงทุนในส่วนที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพียง 25% ที่เป็นการลงทุนในอุปกรณ์เครื่องจักรด้านอุตสาหกรรม

ประเด็นเสี่ยงที่เจ็ด เป็นความหวาดหวั่น ต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางใหญ่ๆ โดยเฉพาะในเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ที่นอกจากจะทำให้ผลตอบแทนการออมที่ลดลง จนทำให้เกิดกระแสประท้วงจากผู้เกษียณ ที่ถือกองทุนบำเหน็จบำนาญมีรายได้ลดลงแล้ว ยังทำให้อัตราดอกเบี้ยถูกบิดเบือน จนทำให้เกิดความกลัวว่าจะกลายเป็นความปั่นป่วนของตลาดการเงินในอนาคต โดยที่ดอกเบี้ยติดลบอาจขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น อาจไม่มีทางเลือกต้องแจกเงินให้ผู้กู้เงินอีก หวังกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ยังอยู่ในภาวะเงินฝืดมานาน 20 ปี โดยผ่านทางนโยบายดอกเบี้ยติดลบลงลึกไปถึง -1% ให้กับคนกู้เงินทั่วไป หลังจากที่ดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคารญี่ปุ่นติดลบแล้ว 0.2% สุดท้ายประเด็นเสี่ยงที่แปด จะเกิดความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศต่างๆ จนไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเงินโลก กลายเป็นความรุนแรงในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ของโลก