เมื่อ 3 เจ้าของรางวัลโนเบล ตั้งวงชวนคุยคนรุ่นใหม่เกาหลีเหนือ
ผมแทรกตัวเข้าไปเกาหลีเหนือระหว่าง 29 เม.ย.ถึง 6 พ.ค. เป็นการเกาะเกี่ยว 3 เจ้าของรางวัลโนเบล ที่ต้องการจะเข้าไปสัมผัสรับรู้แลกเปลี่ยน กับคนรุ่นใหม่ของเกาหลีเหนือ เพื่อแสวงหาลู่ทางสร้างสันติภาพผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการศึกษา
เพราะการเมืองไม่อาจตอบสนองความต้องการของประชาชน ที่ไม่ต้องการให้เกิดสงครามโลกรอบใหม่ ที่อาจจะเริ่มต้นที่คาบสมุทรเกาหลีนาทีใดก็ได้ หากการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือยังคุกรุ่นเช่นนี้ต่อไป
ในภาพจากซ้ายคือ Prof. Aaron Ciechanover จากอิสราเอล เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมี Prof. Finn E. Kydland จากนอร์เวย์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์และ Dr.Sir Richard Roberts เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์
ทั้งสามท่านเป็นจอมปราชญ์ในแวดวงของตนเอง ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่มีใครรู้มาก่อน และพิสูจน์ความเป็นปัญญาชนระดับโลกด้วยการแสวงหาความรู้ ข้อมูลและความเห็นที่แตกต่างอย่างกระตือรือร้นตลอดเวลา
จากที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่กรุงเปียงยาง ผมสัมผัสได้ถึงความถ่อมตน ความจริงใจและความมุ่งมั่น ที่จะทำความเข้าใจกับความเป็นไปของประเทศที่ได้ชื่อว่าลี้ลับมหัศจรรย์ เป็นปราการด่านสุดท้ายของระบอบคอมมิวนิสต์ของโลกอย่างเปิดกว้าง
ทุกท่านยอมรับว่าสิ่งที่เคยรับรู้เกี่ยวกับเกาหลีเหนือก่อนไปเยือน กับสิ่งที่เรียนรู้หลังจากตั้งวงสนทนา และตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมากับอาจารย์ นักศึกษาและเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือมีความแปลกแตกต่างไปจากที่เคยเข้าใจในหลาย ๆ เรื่อง
แน่นอนว่ายังมีคำถามที่ต้องการคำตอบอีกหลายประเด็น แต่เจ้าของรางวัลโนเบลทั้งสามบอกผมว่ามีความประทับใจ กับความมุ่งมั่นและใฝ่รู้ของนักศึกษาเกาหลีเหนือ ณ มหาวิทยาลัยชั้นนำทั้ง 3 แห่งที่เปียงยางอย่างยิ่ง
เราไปเยือนและตั้งวงเสวนากับอาจารย์และนักศึกษาของ Kim Il Sung University (ที่ฉลองครบรอบการก่อตั้ง 70 ปีในปีนี้) Kim Chaek University และ Pyongpang University of Science and Technology (PUST)
นักศึกษาส่วนใหญ่ที่พบปะและแลกเปลี่ยนความเห็น ล้วนสามารถเข้าใจและพูดภาษาอังกฤษได้อย่างน่าทึ่ง
“พวกเขามีความหิวโหยหาความรู้อย่างยิ่ง” เจ้าของรางวัลโนเบลทั้งสามยืนยันตรงกันและตอกย้ำว่าทั้ง ๆ ที่ประเทศนี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายรวมถึงการ “คว่ำบาตร” โดยโลกตะวันตกและองค์การสหประชาชาติ แต่คนรุ่นใหม่ของเกาหลีเหนือก็ยังไม่ย่นย่อ และพยายามไขว่คว้าหาข้อมูลและตำราเรียนจากต่างประเทศในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่ตนร่ำเรียนอย่างไม่ลดละ
ทุกประโยคของอาจารย์และนักศึกษา ต้องเริ่มด้วยการแสดงความชื่นชม “ท่านผู้นำผู้ยิ่งใหญ่” อันหมายถึง คิมอิลซุง ผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือและประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ตามมาด้วยลูกชายคิมจองอิล ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 5 ปีก่อน และลูกชายที่เป็นผู้นำปัจจุบันคือ คิมจองอึน
นั่นอาจจะเป็นเพียงผลการสั่งสอนตั้งแต่อ้อนแต่ออก ว่าประชาชนทุกคนที่อยู่เหนือเส้นขนานที่ 38 บนคาบสมุทรเกาหลีจะต้องกล่าวขานถึงความยิ่งใหญ่ของ “ระบอบคิม” ในทุกอิริยาบถของชีวิต จนกลายเป็นพิธีกรรมที่มิอาจปฏิเสธได้...แม้จะเป็นเรื่องค่อนข้างประหลาดสำหรับผู้คนจากข้างนอก
“ที่สำคัญกว่าอะไรอื่นคือระดับสติปัญญา และความพร้อมจะเรียนรู้ ของนักศึกษาเกาหลีเหนือ ที่เราได้พบปะนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ๆ เลย...” คือความเห็นของปราชญ์โนเบลอีกหนึ่งท่าน ที่ซักไซ้ไล่เลียงนักศึกษาและอาจารย์อย่างเปิดเผย
ผมนั่งฟังและตั้งคำถามในวงสนทนา ณ สามมหาวิทยาลัยอย่างตั้งใจ เราสามารถบันทึกวีดีโอ เสียงและตั้งคำถามได้โดยไม่มีข้อจำกัด
แม้บางคำตอบจะไม่ชัดเจน ใช้ภาษาทางการที่เขาคุ้นเคย แต่ก็ชัดเจนว่าคนรุ่นใหม่ไม่หลบไม่เลี่ยงคำถาม และยังย้อนถามถึงความเป็นไปในแวดวงวิชาการตะวันตกด้วยความกระตือรือร้น
คนรุ่นใหม่เกาหลีเหนืออยากรู้ว่าการได้รางวัลโนเบลต้องทำอย่างไร
พวกเขาและเธอต้องการรู้ว่าการจะสร้างความสำเร็จให้กับชีวิตต้องเผชิญกับความล้มเหลวอย่างไร
นักศึกษาหลายคนที่ผมพูดคุยบอกว่าพวกเขารู้จักเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่น้อยและพร้อมจะฝึกฝนให้ตนเป็นคนแถวหน้าของอาชีพนั้น ๆ
เจ้าของรางวัลโนเบลทั้งสามออกจากเปียงยางเที่ยวบิน Air China เที่ยวเดียวกับผม... ต่างนัดหมายกันว่าจะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับอนาคตของประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง
เพราะก่อนเราเยือนประเทศนี้เรามีชุดข้อมูลอย่างหนึ่ง ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์เรามีความรู้ความเข้าใจที่ขยายวงไปอีกมากมาย
และหากคณะปัญญาชนจากตะวันตกชุดนี้จะช่วยแง้มประตูช่องเล็ก ๆ ให้คนรุ่นใหม่เกาหลีเหนือเห็นลู่ทางสร้างสันติภาพผ่านการแบ่งปันความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการศึกษา นั่นย่อมเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่สำหรับมวลมนุษยชนทีเดียว






