เมื่อก่อนนี้บ้านเรามีสินค้าที่เป็นดัชนี ชี้วัดสถานการณ์เศรษฐกิจ
หรือว่ากำลังซื้อผู้บริโภคอย่างไม่เป็นทางการอยู่ตัวสองตัว แต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้คนให้การยอมรับกันพอสมควรเลยทีเดียว
ตัวดังๆ ก็คือ ดัชนีมาม่า ที่หากมียอดขายที่เติบโตโดดเด่นแสดงว่ากำลังซื้อคนไม่ค่อยดีนัก ต้องหันมาพึ่งมาม่ากันมากขึ้น แต่ระยะหลังก็ดูเหมือนว่าความศักดิ์สิทธิ์ของดัชนีตัวนี้ลดลงไป จะเป็นเพราะว่ากำลังซื้อของคนลดลงมาก จนกระทั่งแม้แต่มาม่าก็ไม่อยากจะซื้อ หรือเป็นเพราะด้านการตลาด มีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น หรือว่ามีสินค้าทางเลือกอื่นๆ เข้ามาก็อาจจะเป็นไปได้ทั้งนั้น
ในอุตสาหกรรมยานยนต์ก็มีสินค้าที่เป็นดัชนีชี้วัดกำลังซื้อเช่นกัน โดยเฉพาะในตลาดรถจักรยานยนต์ ที่คนในอุตสาหกรรมมักจะใช้เป็นข้อมูลบ่งชี้ทิศทางเบื้องต้น
ในอดีตนั้นหากเศรษฐกิจไม่ดี ยอดขายไม่ดี จะมีอยู่ตลาดหนึ่งที่มักจะมียอดขายที่โดดเด่นขึ้นมา ก็คือ กลุ่มรถครอบครัว หรือภาษาอุตสาหกรรมเรียกว่า โมเป็ด ซึ่งสาเหตุก็คือรถกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีระดับราคาต่ำที่สุดในตลาด สามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายกว่า นั่นหมายถึงกลุ่มคนที่มีความจำเป็นจะต้องใช้รถจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นใช้เพื่อการเดินทาง หรือใช้สำหรับเป็นพาหนะประกอบอาชีพการงาน แต่ว่ามีกำลังซื้อน้อย จึงต้องเลือกกลุ่มรถที่มีราคาต่ำที่สุด ให้มีภาระทางการเงินน้อยที่สุด
แต่ปีนี้สถิติที่ได้กลับแปลกไป แม้คนในวงการเองก็ยังทำท่ามึนว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมกับบอกว่าตัวเลขปีนี้มีความผันผวนมาก ทำให้ยากที่จะนำมาใช้ในการประเมินสถานการณ์ตลาดในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงต้องขอเวลาเพิ่มไปอีกสัก 1 ไตรมาส หรือว่าให้ผ่านครึ่งปีไปแล้วจึงจะสามารถคาดการณ์ทิศทางตลาดได้
นั่นก็เป็นเพราะว่าในภาวะที่ตลาดรถจักรยานยนต์ถดถอย 5% ในช่วงไตรมาสแรก ซึ่งสูงกว่าที่ประเมินไว้ตั้งแต่ต้นปีว่าจะเสมอตัวทำได้ใกล้เคียงปีที่แล้ว และเมื่อตลาดหดตัวมากกว่าคาดการณ์ กลับดึงเอารถกลุ่มโมเป็ดกลับเป็นตลาดที่หดตัวตามไปด้วย แต่ว่ารถที่เติบโตกลับไปอยู่ที่กลุ่มสปอร์ต ซึ่งเป็นกลุ่มราคาแพง ที่ขยายตัว 22%
ทั้งนี้สำหรับตลาดที่หดตัวลง ก็เป็นผลมาจากปัจจัยลบเหมือนกับธุรกิจอื่นๆ เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อเนื่อง 3 เดือน พืชผลการเกษตรและราคาไม่ดี ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง หรือว่าลูกค้าหลักอีกกลุ่มหนึ่ง เช่น พนักงานโรงงานต่างๆ มีรายได้ที่ลดลง เนื่องจาก โอที ลดลง เป็นต้น และกลุ่มนี้ก็เป็นลูกค้าในตลาดโมเป็ดเป็นหลักเช่นกัน
ส่วนการที่ตลาดสปอร์ตขยายตัว ก็เป็นผลมาจากการมีสินค้าใหม่ๆเข้าสู่ตลาดมากขึ้น และยังเป็นเพราะมีกลุ่มคนที่หันมาซื้อรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้ใช้งานเป็นหลัก แต่อาจใช้ขับขี่ยามว่าง ตอบสนองไลฟ์สไตล์ รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก๊วนไปขับรถเล่น หรือกลุ่มคนที่ขับรถยนต์แต่เบื่อกับสภาพจราจร ประมาณนั้น
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็อาจจะสอดคล้องกับผู้บริหารหลายค่ายที่พูดมาตั้งแต่ปีสองปีแล้วว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ของไทยเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว และคงไม่โตไปมากกว่าปีนี้ ดังนั้นผู้ค้าก็ต้องพยายามหาสินค้าใหม่เข้ามาทดแทน ซึ่งการขยายตัวของสปอร์ต รวมถึงบิ๊กไบค์ ก็เป็นคำอธิบายได้อย่างหนึ่ง
การปรับตัวของผู้ประกอบการยังไม่ได้มาจากตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ว่าต้องทำให้สอดคล้องกับตลาดโลก เพราะว่าปัจจุบันคู่แข่งในรถเล็กๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงตลาดลูกค้าเป้าหมายก็เริ่มผลิตรถกันเองมากขึ้น ทำให้มีความต้องการรถจากบ้านเราน้อยลง ดังนั้นสินค้าส่งออกก็ต้องปรับเปลี่ยนไปที่รถอื่นๆ แทน และก็มาลงตัวที่รถสปอร์ตและบิ๊กไบค์
จุดเปลี่ยนของตลาดจักรยานยนต์เห็นภาพชัดเจนขึ้น พร้อมกับการสูญเสียดัชนีตลาดไปอีกตัวหนึ่งเช่นกัน









