วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จุดเปลี่ยนชิพการ์ด ความปลอดภัยครั้งใหม่ยุคดิจิทัล

ชีวิตทางการเงินของคนไทยกำลังจะเปลี่ยนไป

ตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment ของภาครัฐที่พยายามผลักดันให้สังคมไทยไปสู่ยุคดิจิทัล โดยจะเริ่มให้ลงทะเบียน Any ID ผูกเลขที่บัตรประชาชน หรือหมายเลขโทรศัพย์กับเลขที่บัญชีตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.นี้

แต่ไทม์ไลน์ที่จะมาถึงก่อนคือกำหนดการเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิตของไทย จากแถบแม่เหล็กให้เป็นชิพการ์ด ตามนโยบายของคณะกรรมการระบบการชำระเงิน หรือกรช. ที่จะเริ่มให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. 2559 เป็นต้นไป หรือสัปดาห์หน้านี้แล้ว 

และยังกำหนดว่าบัตรเดบิตและเอทีเอ็ม ที่ยังเป็นบัตรแถบแม่เหล็กที่มีอยู่ 60 ล้านใบทั่วประเทศ จะต้องถูกเปลี่ยนเป็นบัตรชิพการ์ด ตามมาตรฐานชิพการ์ดของไทยทั้งหมดภายใน วันที่ 31 ธ.ค.2562

เรียกว่าตั้งแต่ 1 ม.ค.2563 เป็นต้นไประบบเอทีเอ็มจะไม่รองรับบัตรแถบแม่เหล็ก หรือบัตรเอทีเอ็มแบบเดิมที่เรา ๆท่านๆ เคยถืออยู่นั้นเอง

การใช้บัตรชิพการ์ดที่จะถูกเปลี่ยนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า มีเป้าประสงค์หลักคือการแก้ปัญหาการปลอมแปลงบัตรในประเทศ ที่เกิดจากช่องโหว่ของบัตรแถบแม่เหล็กที่อาจถูกโจรกรรมข้อมูล (skimming) เพื่อนำไปทำบัตรปลอม และใช้ถอนเงิน สร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บัตรเดบิตในการกดเงินหรือรูดซื้อสินค้า ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศที่สามในอาเซียน ที่เข้าสู่ระบบชิพการ์ดรองจากมาเลเซียและสิงคโปร 

ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการบัตรเดบิตชิพการ์ดตามมาตรฐาน (EMV Chip) อยู่เพียง 2 แห่งคือธนาคารกรุงเทพและธนาคารธนชาต โดยธนาคารกรุงเทพที่ให้บริการบัตรดังกล่าวตั้งแต่ปี 2552 หรือเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ยังล็อกไม่ให้นำบัตรเดบิตชิพการ์ดของธนาคาร ไปใช้กับเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารแห่งอื่น เพราะยังกังวลว่าเครื่องเอทีเอ็มเดิมที่รองรับบัตรแถบแม่เหล็กยังมีความเสี่ยงที่จะถูก skimming ได้อยู่ ทำให้ลูกค้าไม่สามารถกดเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารอื่นได้ แต่หลังจากนี้บัตรที่ออกจากทุกธนาคาร จะต้องใช้กับเครื่องเอทีเอ็มได้ทุกเครื่องทั่วประเทศ หรืออย่างน้อย 86% ในระยะแรก

แต่กระแสที่เกิดขึ้นตามโซเชียลเน็ตเวิร์กในขณะนี้ คือความกังวลของลูกค้า ที่จะต้องรับภาระค่าธรรมเนียมโดยไม่จำเป็น ส่วนหนึ่งเพราะบัตรเดบิตในท้องตลาด มีความหลากหลายมากและค่าธรรมเนียมแตกต่างกัน เริ่มตั้งแต่ 200 บาทต่อปี เทียบกับเอทีเอ็มที่ 100 บาทต่อปี ซ้ำร้ายยังมีกรณีที่ธนาคารพาณิชย์บังคับขายบัตรเดบิตพ่วงประกัน ซึ่งค่าธรรมเนียมแพงกว่าบัตรเดบิตปกติค่อนข้างมาก

ประกอบกับยังไม่เข้าใจถึงความสำคัญของการใช้บัตรชิพการ์ด หรือความเสี่ยงของการใช้บัตรเอทีเอ็มแถบแม่เหล็กเช่นเดิม ที่มีค่าธรรมเนียมรายปีถูกกว่าโดยเฉพาะลูกค้าบางรายที่ไม่นิยมใช้บัตรในการรูดซื้อสินค้า แต่กลับต้องเสียค่าธรรมเนียมในระดับเดียวกับบัตรเดบิต

อย่างไรก็ตามนางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ยืนยันว่าธปท.จะไม่เข้าไปควบคุมการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเปลี่ยนบัตรของธนาคารพาณิชย์  แต่ระบุว่าภาระที่ลูกค้าต้องรับในการเปลี่ยนบัตรควรมีเพียงค่าธรรมเนียมรายปี ส่วนค่าธรรมเนียมบัตรใหม่ไม่ควรเสียเพราะลูกค้ามีบัตรเดิมอยู่แล้ว

ด้านธนาคารพาณิชย์เอง นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทยคนใหม่ ยืนยันว่า การเปลี่ยนเป็นบัตรชิพการ์ดไม่ควรเป็นเหตุให้ธนาคารพาณิชย์อ้างเพื่อเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

จริงอยู่ว่าในอนาคตที่สังคมไทยจะพัฒนาไปสู่การใช้บัตรเดบิต ในการชำระค่าสินค้าและบริการ ตามยุทธศาสตร์ National e-Payment   แต่ก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่าการใช้บัตรชิพการ์ดจะไม่ถูกโจรกรรมข้อมูลได้ในอนาคต แม้กระทั่งรองผู้ว่าการ ธปท.ก็ยอมรับปัญหานี้ ว่านักโจรกรรมก็พัฒนาตัวเองเท่าทันกับเทคโนโลยีเช่นกัน  

ไม่ใช่แค่ธนาคารพาณิชย์ที่ต้องลงทุน ติดตั้งเครื่องเอทีเอ็มรองรับชิพการ์ดกว่าพันล้านบาท ลูกค้าประชาชนเองก็ต้องยอมรับภาระค่าธรรมเนียม เพื่อซื้อความปลอดภัยให้ตัวเองเช่นกัน เพราะในโลกดิจิทัลที่มีความรวดเร็ว ผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการคงต้องตื่นตัวอยู่เสมอ ตามให้ทันกับพัฒนาการโลกที่เปลี่ยนแปลงไป