วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การศึกษาเชิงประจักษ์การดำเนินงานของกิจการแปรรูป-รัฐวิสาหกิจ2

ในกลุ่มประเทศ Organization for Economic Co - Operation and Development (OECD) พบว่าการแปรรูปโดยการ

ขายหุ้นให้สาธารณะผ่านตลาดหลักทรัพย์เป็นรูปแบบที่ทำกันมากที่สุดโดยเฉพาะกิจการที่มีทรัพย์สินขนาดใหญ่ (เช่น กิจการสื่อสารและธุรกรรมการเงิน) รองลงมาคือรูปแบบการขายกิจการ โดยเฉพาะกิจการที่มีสินทรัพย์ไม่ใหญ่มากในประเทศเล็กที่ตลาดยังไม่พัฒนาเต็มที่ ในขณะที่หลายๆ ประเทศมีการใช้วิธีผสมผสานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการขายและบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น อาจใช้วิธีขายให้แก่ผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์ (Strategic Buyers) เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการวิทยาการ และเทคโนโลยี ในขณะที่บางส่วนอาจขายให้แก่ นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไปเพื่อพัฒนาตลาดทุน ประสบการณ์ในกลุ่มประเทศ OECD พบว่าการแปรรูปโดยส่วนใหญ่ขายเป็นหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์สามารถสร้างรายได้ได้สูงสุดในช่วงปี 2539 - 2542 และลดลงหลังจากนั้น เนื่องจากตลาดหุ้นซบเซาและการแปรรูปชะลอตัวลง เพราะเหลือแต่กิจการที่ขายยากขึ้น โดยเฉพาะมีประเด็นในแง่การกำกับดูแลและความต้องการที่จะให้รัฐเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบ ดังนั้นรูปแบบหนึ่งที่คาดว่าจะมีความสำคัญมากขึ้น คือการเป็นหุ้นส่วนกันของสาธารณะและเอกชน (Public and Private Partnerships) เพื่อให้เป็นวิธีการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและเป็นทางเลือกหนึ่งในการแปรรูป (OECD, 2002)

ประเทศ New Zealand ใช้วิธีแปรรูปโดยการให้สัญญาว่าจ้างให้เอกชนรับช่วงไปทำบริการ (Contracting Out) โดยมีระบบบังคับใช้ที่เข้มแข็ง (Enforcement) ซึ่งวิธีนี้อาจไม่เหมาะกับประเทศกำลังพัฒนาที่มีระบบเศรษฐกิจภาคไม่เป็นทางการ (Informal  Economics) มาก มีการบังคับทางกฎหมายต่ำและมีการติดสินบน คอร์รัปชันมาก ซึ่งประเทศเหล่านั้นควรจะมีการปฏิรูปพื้นฐานปูทางไปสู่ระบบตลาด และเศรษฐกิจแบบเป็นทางการก่อนจึงจะทำอย่างนิวซีแลนด์ได้ (Schick, 1998)

การแปรรูปในประเทศ Bolivia มีลักษณะที่น่าสนใจและได้ให้บทเรียนที่เป็นประโยชน์ ในอดีตช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 นั้นประเทศโบลิเวียสามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้อย่างง่ายดาย รัฐบาลโบลิเวียได้นำเงินดังกล่าวมาจัดตั้งรัฐวิสาหกิจจำนวนมากและการตั้งรัฐวิสาหกิจเหล่านี้มีการคอร์รัปชันในการซื้อเครื่องจักรและอื่นๆ อย่างมหาศาล นอกจากคอร์รัปชันแล้วการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ยังมีปัญหาอื่นๆ (กระทรวงการคลัง 2543)

1)       กลุ่มงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ

การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินการในการจัดหาสินค้าและบริการสาธารณะ นับเป็นวัตถุประสงค์สำคัญที่หลายประเทศแปลงสถานะหน่วยงานรัฐเป็นรัฐวิสาหกิจ ทำให้ประเด็นด้านประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจเป็นหัวข้อวิจัยที่สำคัญ จากการสำรวจงานวิจัยพบว่า มีการวิเคราะห์ประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจในหลายสาขาวิชา ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ การเงินและบัญชี และการจัดการ

งานวิจัยที่มีการวิเคราะห์ประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจในภาพรวมเน้นวิเคราะห์ตามหลักการจัดการมากกว่าเชิงเศรษฐศาสตร์ เช่น มนตรี โสคติยานุรักษ์ (2550) ได้ประเมินผลศักยภาพในการแข่งขันรัฐวิสาหกิจไทย บนพื้นฐานของเจตนารมณ์ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยเน้นการประเมินในด้านการดำเนินงาน การพัฒนาและการบริหารจัดการด้านการเงิน โดยใช้ข้อมูลระหว่างปี 2547 - 2549 ทำการวิเคราะห์ทั้งภาพรวมและเฉพาะกลุ่ม ตามแนวคิดการบริหารสมัยใหม่ Balanced Scorecard และการจัดอันดับศักยภาพการแข่งขันของโลกโดย International Management Development (IMD) และสถาบัน World Economic Forum (WEF) ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพด้านการเงินของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในภาพรวมอยู่ในระดับที่พึงพอใจมากหรือสูงกว่ามาตรฐาน สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารและการจัดการการเงินและการสร้างผลตอบแทนจากการดำเนินงาน รวมทั้งมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในด้านกระบวนการดำเนินงาน การเรียนรู้และพัฒนา และด้านลูกค้า ซึ่งผลการศึกษาพบว่าความพึงพอใจทุกด้านอยู่ในระดับพึงพอใจมากหรือสูงกว่ามาตรฐาน

ในส่วนของการศึกษาประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ มีการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกิจการไฟฟ้าและกิจการโทรศัพท์ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ เช่น  พัชนี จุลรังษี และลักคณา วงศิลป์ชัย (2014) วิเคราะห์ผลการดำเนินงานตามแนวคิดมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  โดยเปรียบเทียบตัวแปรทางการบัญชีและการวิเคราะห์ตามแนวคิด Economic Value Added-EVA เพื่อวัดผลการดำเนินงานตามกำไรทางเศรษฐศาสตร์ ผลการศึกษาโดยการวิเคราะห์ทางบัญชีเฉลี่ย 5ปี พบว่า ผลการดำเนินงานบัญชีของ กฟผ. อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ผลการวิเคราะห์ EVA พบว่า ในบางปี กฟผ. มีผลการดำเนินงานเป็นลบและบางปีมีผล EVA เป็นบวก เนื่องจาก กฟผ. มีการลงทุนดำเนินงานสูง แต่ไม่สามารถกำหนดราคาขายเพื่อให้เกิดกำไรสูงสุดได้ในแต่ละปี นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีเงินงบประมาณที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ การบริหารสินทรัพย์เพื่อก่อให้เกิดรายได้หรือให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจึงมีไม่มากนัก ในทางกลับกัน เมื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพทางเทคนิค Puree Sirisoontorn(2004) ได้ข้อสรุปแตกต่างไปจากการวิเคราะห์ตามแนวคิด EVA เน้นศึกษาประสิทธิภาพทางเทคนิคของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเปรียบเทียบกับผู้ผลิตไฟฟ้าในกลุ่มประเทศ Organization of Economic Co-Operation Development หรือ OECD โดยใช้วิธี nonparametric approach ได้แก่ Data Envelopment Analysis ประกอบกับ parametric approach ได้แก่ Stochastic Frontier Analysis ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพทางเทคนิค โดยใช้ข้อมูลของผู้ผลิตไฟฟ้าในกลุ่มประเทศ OECD และประเทศออสเตรเลีย เปรียบเทียบกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  ผลการศึกษา พบว่ากฟผ. มีประสิทธิภาพการผลิตอยู่ที่ขอบเขตของเส้นประสิทธิภาพสูงสุดและมีผลการดำเนินงานดีกว่าค่าเฉลี่ยของผู้ผลิตไฟฟ้าในกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพในระดับดีมากในการดำเนินกิจการ

การสำรวจงานวิจัยที่วิเคราะห์ประสิทธิภาพของกิจการโทรศัพท์ พบว่า Verasak Mongkolporn และ Xiangkang Yin (2006) และ Chalita Srinuan (2011) ได้ข้อสรุปตรงกันในประเด็นความไม่มีประสิทธิภาพของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดย Verasak Mongkolporn และ Xiangkang Yin (2006) ใช้วิธีการประมาณค่าฟังก์ชันต้นทุนเพื่อวิเคราะห์ Scale of Economies, Technical Change, Total Factor Productivity Growth และคุณลักษณะของปัจจัยการผลิตด้วยการวิเคราะห์ Partial Elasticity of Substitution และ Price Elasticity ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ถึงความไม่มีประสิทธิภาพของบริษัทฯ โดยสะท้อนจากโครงสร้างต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งมีผลจากการเปิดเสรีโทรคมนาคมตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ทำให้รัฐบาลไทยต้องให้สัมปทานโทรศัพท์แก่บริษัทเอกชนอื่นๆ ส่งผลให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้บริการโทรศัพท์มากขึ้น ประชาชนจึงมีแนวโน้มเลือกใช้บริการที่มีคุณภาพการให้บริการที่ดีกว่าส่วน Chalita Srinuan (2011) ใช้ตัวชี้วัดทางการบัญชีวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการดำเนินกิจการ และได้ข้อสรุปว่าบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มีความได้เปรียบคู่แข่งในการสร้างรายได้เฉพาะช่วงแรกก่อนที่รัฐบาลให้สัมปทานแก่บริษัทอื่นๆ ส่วนในระยะยาวผลประโยชน์โดยรวมของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จะไม่แตกต่างกับบริษัทอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาข้างต้นสะท้อนการปรับปรุงสวัสดิการสังคมโดยรวมอันเกิดจากกลไกตลาดที่มีการแข่งขันมากขึ้น

2)       กลุ่มงานวิจัยเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ

การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจย่อมส่งผลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน ในบางกรณีอาจมีความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มผู้เสียประโยชน์และกลุ่มผู้ได้ประโยชน์จากกิจกรรมเดียวกันของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งงานวิจัยที่สำรวจพบไม่ได้กำหนดการวิเคราะห์ผลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง แต่วิเคราะห์ต่อเนื่องจากประเด็นอื่นๆ เช่น ด้านประสิทธิภาพ ด้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และด้านกฎหมาย เป็นต้น

กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ ลูกค้าหรือผู้รับบริการ ประชาชนทั่วไป พนักงาน/ลูกจ้าง นักลงทุน และผู้บริหารองค์กร (เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา (2552)) ซึ่งในส่วนของงานวิจัยที่กล่าวถึงสวัสดิการลูกค้าหรือผู้รับบริการจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจตามที่กล่าวแล้วในข้อ 2 เช่น ชัยยนต์ ประดิษฐ์ศิลป์ (2545) การแบ่งผลประโยชน์จะเป็นลักษณะผู้ได้-ผู้เสียเสมอกัน (Zero-Sum Game) โดยรัฐและประชาชนเสียประโยชน์ ส่วนเอกชนและทุนต่างชาติได้ประโยชน์ Supannika Wattana, Deepak Sharma และ Ronnakorn Vaiyavuth (2008) ทบทวนสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์ในการดำเนินกิจการของการไฟฟ้าทั้ง 3แห่ง และพบว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าทั้ง 3แห่ง ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อภาครัฐและประชาชน ในเชิงเทคนิค เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการเมือง

งานวิจัยที่มีการนำวิธีการทางสถิติมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อตอบปัญหา สรุปผลการศึกษาไม่แตกต่างกับงานวิจัยที่ใช้วิธีเชิงพรรณนา เช่น พรทิพย์ เลิศสุวรรณกิจ (2547) ศึกษากรณีของประเทศไทยเมื่อใช้โครงสร้างกิจการไฟฟ้าแบบ Enhanced Single Buyer Model ส่งผลให้สวัสดิการสังคมโดยรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่การเปิดเสรีกิจการไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์จะทำให้สวัสดิการโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่วนภูรี สิรสุนทร (2553) วิเคราะห์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าฐานของประเทศไทยโดยใช้หลักเกณฑ์ทางการเงินเป็นเงื่อนไข ได้แก่ Return on Invested Capital: ROIC, Debt Service Coverage Ratio: DSCR และ Debt/Equity Ratio: D/E ผลการศึกษาพบว่า วิธีการกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้าฐานของไทยให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการมากกว่าผลประโยชน์ของผู้บริโภค รวมทั้งให้โอกาสผู้ประกอบการผลักภาระต้นทุนการผลิตให้ผู้บริโภคอย่างเต็มที่ผ่านสูตรการคำนวณค่า Ft ทำให้ไม่มีการปรับปรุงสวัสดิการของผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะ Monopoly Power ของการไฟฟ้า ดังนั้น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในกิจการไฟฟ้าควรเป็นไปในรูปแบบที่สามารถลดการผลักภาระต้นทุนการผลิตไปยังผู้บริโภค

ทางด้านกลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรวมทั้งผู้บริหารและพนักงาน มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้บรรลุวัตถุประสงค์  หากพนักงานรัฐวิสาหกิจขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน หรือต่อต้านนโยบายภาครัฐ ย่อมส่งผลให้การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจขาดประสิทธิภาพ ปัจจัยด้านสภาพการจ้างงานมีส่วนในการสร้างแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน ปัจจุบันการกำหนดขอบเขตสภาพการจ้างงานของกลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 เป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการแรงงานวิสาหกิจสัมพันธ์ และ มาตรา 13(2) กำหนดให้คณะกรรมการเสนอคณะรัฐมนตรีในการกำหนดขอบเขตสภาพการจ้างงานที่เกี่ยวกับการเงินสำหรับรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งที่รัฐวิสาหกิจนั้นอาจดำเนินการเองได้ ซึ่งการกำหนดค่าตอบแทนรวมทั้งสวัสดิการทางการเงินรวมอยู่ภายใต้มาตรานี้ด้วย สุมาลี สันติพลวุฒิ, ศุภชาติ สุขารมณ์ และสมหมาย อุดมวิทิต (2550) ได้ศึกษาความพร้อมในการกำหนดขอบเขตของสภาพการจ้างตามมาตรา13 (2) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์พ.ศ. 2543 โดยพิจารณาจากค่ามูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (Economic Value Added: EVA) และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานส่วนเกิน( Free Cash Flow: FCF)  ผลการศึกษาพบว่า มีรัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อมตามเกณฑ์ ดังกล่าวจำนวนทั้งสิ้น26แห่งซึ่งการกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวนี้ให้มีผลในทางปฏิบัติได้ในระยะสั้นจะต้องมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและมีมติเกี่ยวกับการปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อมได้แก่รัฐวิสาหกิจที่มีลักษณะการผูกขาดโดยธรรมชาติ เช่น การไฟฟ้าทั้ง 3แห่ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

จากการสำรวจยังไม่พบงานวิจัยผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในมิติของผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือผลกระทบจากมลพิษอันเนื่องมาจากการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจที่ใช้วิธีการทางเศรษฐศาสตร์ในการวิเคราะห์ เช่น Equivalent Variation: EV และ Compensation Variation: CV แต่พบงานวิจัยที่ใช้หลักการความเต็มใจจ่าย (Willingness to Pay) ประกอบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินการรัฐวิสาหกิจ เช่น วรัทย์ ศรีพิพัฒนกุล และ สุทัศน์ รัตนเกื้อกังวาน (2556) การศึกษาต้นทุนสังคมของโรงไฟฟ้า กรณีศึกษาโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยคิดเป็นมูลค่าผลกระทบทางด้านสุขภาพประชาชนจากมลพิษทางอากาศ ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง รวมทั้งเปรียบเทียบต้นทุนสังคมที่ประเมินได้กับอัตราการจ่ายเงินเข้ากองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ด้วยการใช้แนวทาง Impact Pathway Approach (IPA) ผลการศึกษาพบว่า อัตราที่โรงไฟฟ้าจ่ายเงินเข้ากองทุนนั้นเป็นจำนวน 49เท่าของต้นทุนสังคมที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าอัตราการจ่ายเงินเข้ากองทุนนั้นครอบคลุมต้นทุนสังคม อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่ได้ครอบคลุมการวิเคราะห์ถึงประเด็นการใช้เงินกองทุนฯ ว่ามีการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษที่เกิดจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะหรือไม่

งานวิจัยและองค์ความรู้เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจและการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การศึกษาเชิงประจักษ์การดำเนินงานของกิจการที่แปรรูปไปแล้วกับกิจการรัฐวิสาหกิจทั้งหมดที่มีอยู่ควรได้มีการประมวล สังเคราะห์และประเมินสถานภาพองค์ความรู้เพื่อจักได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์หาช่องว่างงานวิจัย กำหนดประเด็นวิจัย เพื่อนำเอาความรู้ใหม่ๆ และงานวิจัยไปกำหนดนโยบายสาธารณะที่เหมาะสม ถูกต้อง สอดคล้องกับบริบทของไทยและโลก