ข่าวใหญ่ช่วงกลางสัปดาห์นี้ โดยธนาคารกลางยุโรป
(อีซีบี) ประกาศยกเลิกการพิมพ์ธนบัตรประเภท 500 ยูโรเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ซึ่งจะมีผลปลายปี 2018 ทั้งนี้ธนบัตร 500 ยูโรที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน จะยังสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และยังคงแลกเปลี่ยนได้ตามธนาคารกลางของชาติต่างๆ ในยูโรโซนอย่างไม่มีกำหนด โดยอีซีบีแถลงว่าที่ตัดสินใจหยุดออกธนบัตรนี้ เพราะกังวลว่าธนบัตรชนิดนี้ช่วยให้เกิดการฟอกเงินจำนวนมหาศาล และเอื้อต่อการกระทำธุรกิจผิดกฎหมายหรือการทุจริตคอร์รัปชัน อีกทั้งยังถูกใช้เป็นทุนสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ รวมถึงการสนับสนุนให้กับขบวนการก่อการร้ายโลกในขณะนี้ด้วย ธนบัตร 500 ยูโร ถึงแม้จีมีปริมาณที่ใช้หมุนเวียนเพียง 3% ของธนบัตรยูโรทั้งหมด แต่เทียบเป็นมูลค่าแล้วมีถึง 30% หรือราว 3.07 แสนล้านยูโร จึงเป็นหนึ่งในธนบัตรที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากธนบัตรชนิดราคา 1,000 ฟรังก์สวิส ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของพวกอาชญากรที่ลักลอบเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมากโดยไม่ถูกตรวจจับจากเจ้าหน้าที่ ทั้งยังสามารถลำเลียงและเคลื่อนย้ายค่อนข้างง่ายด้วย จึงคาดว่าจะพิมพ์ธนบัตรใหม่มูลค่า 100 และ 200 ยูโรออกมาใช้เพิ่มเติมเนื่องจากเม็ดเงินหมุนเวียนจะลดลงเหลือเพียง 7 แสนล้านยูโร
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีรายงานเรียกร้อง ให้ประเทศพัฒนาแล้วที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด 20 ประเทศของโลกเลิกใช้ธนบัตรที่มีมูลค่าสูงเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรม เนื่องจากธนบัตรเหล่านี้เป็นที่นิยมของกลุ่มก่อการร้าย พ่อค้ายาเสพติด และพวกเลี่ยงภาษีซุกซ่อนเงิน โดยมีการประเมินมูลค่าเงินที่หมุนเวียนอย่างผิดกฎหมายอาจจะมีมากถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ในอีกด้านหนึ่งนักวิเคราะห์ทางการเงินของแบงก์ออฟอเมริกาได้สรุปในรายงานว่าผลทางลบอาจจะเกิดขึ้นถึงขั้นเป็นสัญญาณอันตรายต่อเงินยูโรที่จะอ่อนค่าลงก็ได้ ขณะเดียวกันก็มีบางมุมมองที่เห็นว่าเป็นการเข้าทางนโยบายของประธานอีซีบีที่ต้องการหันมาเน้นระบบที่เรียกว่า e-momey จนถึงขั้น no cash ที่สังคมจะไม่ถือเงินสดในมือซึ่งอาจเปิดทางให้อีซีบีสามารถเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบการเงินของยูโรโซนได้อย่างไม่จำกัดจำนวน เพื่อหวังกระตุ้นให้เศรษฐกิจทั้ง 19 ชาติสมาชิกกลับมาฟื้นตัวเป็นปกติ โดยค่าเงินยูโรได้รับผลสะท้อนกลับมาอ่อนตัวเล็กน้อยที่ระดับ 1.14 ดอลลาร์ จากที่ขึ้นไปเกือบแตะ 1.50 ดอลลาร์ในวันก่อนหน้าคำแถลงการณ์ของอีซีบี เทียบกับที่เคยอ่อนค่าลงไปแตะ 1.06 ดอลลาร์เมื่อปลายปีที่แล้ว
จากนโยบายเพิ่มการอัดฉีดคิวอีเพิ่ม เพื่อซื้อสินทรัพย์ของแบงก์จากเดือน 60,000 ล้านยูโร เป็น 80,000 ล้านยูโร และนโยบายดอกเบี้ยติดลบที่ลึกลงเรื่อยๆ โดยดอกเบี้ยเงินฝากที่อีซีบีประกาศนั้นติดลบถึง 0.4% อย่างไรก็ตาม อีซีบีถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในนโยบายการเงินที่ทำให้เศรษฐกิจยุโรปอ่อนแอ โดยที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของทั้ง 19 ประเทศชะลอตัวลงอีก 0.1% ในการแถลงล่าสุดจีดีพีในปี 2016 จะอยู่ที่ 1.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.7% และในปี 2017 อยู่ที่ 1,8% ลดลงจาก 1.9% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเหลือแค่ 0.2% ยังห่างไกลจากเป้าหมายของอีซีบีที่ตั้งเป้าไว้ 2% อีกทั้งยังมีภาระหนี้ที่พุ่งขึ้นแตะ 90% ของจีดีพี สูงกว่าที่เคยมีข้อตกลงไว้ที่ 60% พร้อมกันนี้ นายมาริโอ ดรากี้ ประธานอีซีบี ได้เปิดศึกตอบโต้เยอรมันที่ออกมาวิจารณ์ถึงการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบและการเพิ่มปริมาณเงินคิวอีของอีซีบีว่า นอกจากจะไม่ทำให้เศรษฐกิจยุโรปไม่ฟื้นยังอาจจะนำมาซึ่งปัญหาหายนะ โดยมาถึงในวันนี้ยูโรโซนประสบวิกฤติมาแล้ว 5-6 ปีแต่ยังคงอ่อนแอ โครงสร้างเริ่มมีปัญหาทั้งที่อาจจำเป็นต้องเร่งทำ 3 เรื่องสำคัญทั้งในเรื่องการปฏิวัติทางด้านสังคม หรือการปฏิวัติทางด้านการเมือง และสุดท้ายการปฏิวัติทางด้านระบบการเงิน
สิ่งที่อีซีบีดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา อาจยังทำไม่สำเร็จในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของยุโรป ให้กลับมาสามารถขยายตัวได้ตามปกติ แต่สิ่งที่อีซีบีดำเนินนั้นอาจจะกลับมาสร้างปัญหาได้อีก เนื่องจากผลจากความเสี่ยงจากนโยบายการเงินของอีซีบี ที่ทำให้ระบบการเงินยุโรปถูกมองว่ามีอัตราความเสี่ยงที่พุ่งขึ้นในสัดส่วนถึง 26 เท่า เรียกได้ว่าเป็นอันดับรองแค่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่ิอเทียบเคียงกับสิ่งที่เฟดทำแล้วมีความเสี่ยงสูงขึ้นถึง 78 เท่า ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่เลห์แมน บราเธอร์ส ล่มสลายนั้นมีอัตราความเสี่ยงทางการเงินของภาระหนี้สินสูงถึง 30 เท่า ดังนั้นเราคงต้องจับสัญญาณความเสี่ยงทางการเงินนี้จะลดระดับลงหรือไม่ ซึ่งคงจะยังไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น และอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีหรือมากกว่า 5 ปี ถ้าปัญหายังคงซึมลึกลงเรื่อยๆ ในวันนี้การตัดสินที่จะดำเนินการใดๆ ในเรื่องของการลงทุนในตลาดการเงิน หรือการดำเนินธุรกิจคงต้องคิดกันให้รอบคอบ รวมทั้งคิดหน้าคิดหลังให้ดี โดยไม่คิดในสิ่งที่สวนทางกับทิศทางนโยบายการเงินโลก






