เป็นคำถามที่ผมถูกร้องขอให้อธิบายและพูดให้ผู้เข้าร่วมรับฟังสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะมีการทำ
ประชามติในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559 ในทุกหัวระแหงที่ได้เดินทางไปพบปะกับตัวแทนชุมชนและประชาชนกลุ่มต่างๆ นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นว่าเสียงเรียกร้องหรืออาจรุนแรงถึงขั้นให้ร้ายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า “ถอยหลังเข้าคลอง” หรืออ่อนแอในเรื่องโน้นเรื่องนี้ จึงไม่น่ามาจากฐานของข้อมูลที่ถูกต้องของคนที่กล่าวหา
เพราะประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของ “สิทธิเสรีภาพ” ในด้านต่างๆ มากกว่าจะมองว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือพรรคเล็กพรรคใหญ่จะได้ตั้งรัฐบาล เป็นการ “สะท้อน” อีกด้วยว่าการที่ประชาชนจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ย่อมไม่ขึ้นกับเรื่องที่มีการวิวาทะกันทาง
“การเมือง” หรือเรื่องเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแม้จะเห็นตรงกันว่าทุกเรื่องทุกมาตราในรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับการผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้
ด้วยความเชื่อและมั่นใจบนแนวทางการทำงานที่ผ่านมาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ตัวเองมีส่วนในการร่วมร่างให้ความคิดความเห็นข้อเสนอแนะมากว่าหกเดือนเต็มเป็นความเห็นส่วนตัวว่า “รัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างขึ้นมานี้” เป็นหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งเท่าที่เคยมีการร่างกันขึ้นมาในสังคมไทยต้องเรียนว่าไม่ใช่ “การโฆษณาชวนเชื่อ” หรือการกล่าวเกินเลยแต่อย่างใด
สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันได้ก็คือการเขียนรัฐธรรมนูญแต่ละมาตราที่ผ่านมา กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ทุกท่าน นอกจากอาศัยองค์ความรู้ของแต่ละท่านแล้วก่อนจะมีความเห็นเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดล้วนเป็นเรื่องของความเห็นชอบที่เป็นมติร่วมกัน โดยอาศัยการปรึกษาหารือค้นคว้าหาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนจะตัดสินใจที่จะเลือกเอาทางที่ทุกท่านต่างเห็นว่า จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนเป็นส่วนรวมมาเป็นแนวทางหลัก
ที่สำคัญโดยส่วนตัวผมเองมั่นใจว่า ในแง่ของสิทธิเสรีภาพของประชาชนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สิทธิเสรีภาพไม่น้อยไปกว่ารัฐธรรมนูญที่แล้วมาในทุกเรื่อง ที่น่าสนใจคือ การเข้าถึง หรือการมีโอกาสในการได้ใช้สิทธิเหล่านั้นกระทำได้ง่ายกว่ารัฐธรรมนูญที่แล้วๆ มา ถึงแม้จะบอกว่าประชาชนจำนวนมากอาจไม่ใส่ใจเรื่องการเมืองหรือเรื่องอื่นๆ มากเสมือนกับเรื่องของ “สิทธิเสรีภาพ” แต่ผมเองมีความมั่นใจอีกเช่นกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชามตินี้ หากมีผลบังคับใช้จะทำให้โฉมหน้าการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปจากที่เป็นอยู่
แน่นอนว่าเราอาจไม่สามารถคัดกรองคนดี หรือคนที่อยู่ในอุดมคติของสังคมมาได้ทุกคนแต่คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาทำงานการเมืองหรือมีบทบาทในการบริหารจัดการประเทศจะเข้ามาด้วยกระบวนการ และวิธีการที่สังคมส่วนใหญ่จะยอมรับได้ในแง่ของความเที่ยงธรรมโปร่งใสและมีกรอบมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรมที่ชัดเจน เป็นตัวกำกับการปฏิบัติหน้าที่ของเขาเหล่านั้นอยู่ในแนวทางที่จะสามารถคัดกรองบุคคลคุณภาพได้ในขั้นหนึ่ง
ยิ่งกว่านั้น ถ้าประชาชนตระหนักถึงหน้าที่มากกว่าสิทธิที่จะได้รับซึ่งรัฐธรรมนูญได้ย้ำเน้นในเรื่องทศในเรื่องอื่นๆ ของหน้าที่มาก่อนการพิจารณาว่า ใครจะได้สิทธิโน่นนี่หรือมาห่วงว่าตัวเองจะมีอำนาจอะไรบ้าง จะยิ่งมีส่วนส่งเสริมสนับสนุนให้การปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะปัจจัยแห่งความสำเร็จและการปฏิรูปประเทศต้องอาศัยความสมัครสมานสามัคคีพร้อมทั้งระเบียบวินัยของคนในชาติเป็นประการสำคัญ
รัฐธรรมนูญบัญญัติทั้งหน้าที่ของประชาชนพลเมืองและของรัฐให้ช่วยกันดูแลบ้านเมืองให้เจริญรุดหน้าไปด้วยกันตามแนวทางแห่ง “ประชารัฐ” ที่รัฐบาลได้ย้ำเน้นอยู่เสมอ ทำให้การปฏิรูปประเทศทุกด้านย้ำเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วนให้ถึงพร้อมและย่างก้าวไปด้วยกัน
จุดเน้นหลักอยู่ที่การปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นเรื่องสำคัญ ที่เนื้อหาสาระในรัฐธรรมนูญได้มุ่งผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม มิใช่การแก้ไขปรับปรุงจุดนั้นจุดนี้แบบผิวเผิน เพราะเห็นตรงกันว่า สองเรื่องสำคัญนี้หากยังถูกปล่อยปละละเลย การเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนประเทศในเรื่องอื่นๆ ย่อมได้รับผลกระทบอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้
และเพื่อให้วัตถุประสงค์แห่งการเดินหน้าประเทศไทยไปสู่ความสำเร็จในเชิงการปฏิรูปอย่างยั่งยืน เราไม่อาจเพิกเฉยสองเรื่องสำคัญนี้ได้ และนี่คือคำตอบให้ประชาชนพิจารณาได้เองว่า ท่านจะได้อะไรในเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับทำประชามติ






