จบไปแล้วอย่างสวยงามสำหรับงาน Startup Thailand 2016 อาจมีเสียงบ่นบ้างประปราย พื้นที่ทางเดินเล็กบ้าง บูธเล็กบ้าง ธุรกิจที่มาไม่ใช่สตาร์ทอัพ
แต่สำหรับผมแล้ว ขอตบมือดังๆ ให้กับคณะทำงาน ทุกคนครับ อย่างน้อยที่สุดก็มีงานลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นเสียทีในประเทศไทยแถมมีผู้ให้ความสนใจเยี่ยมชมงานกว่า 35,000 คน เชื่อว่าคนที่ไปงานทุกคนต้องได้อาหารสมองติดตัวไปอย่างแน่นอนครับ
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะให้คำมั่นสัญญา ประกาศเร่งเครื่องเดินหน้าสนับสนุนธุรกิจ “สตาร์ทอัพ”อย่างเต็มสูบ มีทั้งการอัดฉีดเงินลงทุน เสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Eco-System ออกกฎหมายมาเกื้อหนุนธุรกิจสตาร์ทอัพ ฯลฯ แต่ดูเหมือนว่าคนในวงการสตาร์ทอัพ กลับมีความวิตกกังวลอยู่ไม่ใช่น้อย โดยหลักคือ กลัวว่ารัฐบาลจะขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพจริงๆ ไล่ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานสุดๆ เช่น รู้ไหมว่าธุรกิจสตาร์ทอัพ กับ SME มันต่างกันยังไง? จุดใดที่รัฐบาลควรส่งเสริมจริงๆ สำหรับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ?
ว่ากันตรงๆ คนในวงการ กลัวว่าเม็ดเงินที่จะใส่ลงมา จะลงไปผิดที่ผิดทางและกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำในที่สุด
ถ้าอธิบายแบบเร็วๆ ง่ายๆ "สไตล์โซวบักท้ง"ว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพคืออะไร?
"ธุรกิจสตาร์ทอัพ" คือธุรกิจที่เติบโตเร็วแบบผิดปกติ คือ“สตาร์ท”ปุ๊บ ก็จะพยายามดีดตัว “อัพ” ขึ้นไปแบบติดจรวด จะไม่ใช่การเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปแบบธุรกิจทั่วๆไป โดยส่วนใหญ่แล้วธุรกิจที่จะทำเช่นนี้ได้ มักจะเป็นธุรกิจที่มีนวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะด้านไอที เพราะว่าธุรกิจพวกนี้มีมักจะมีศักยภาพในการขยายตัวสูง รองรับการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่เราคาดหวังได้
เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ เช่น ถ้าผมจะทำธุรกิจร้านขายข้าวมันไก่ โดยร้านข้าวมันไก่นั้น จะรองรับลูกค้า 1 ล้านคน ภายในระยะเวลา 3 เดือน! แค่คิดก็น่าตื่นเต้นแล้วใช่ไหมครับ? ที่เราต้องเปิดร้านข้าวมันไก่กี่ร้าน? จะจ้างเด็กเสริฟ คนสับไก่ เด็กล้างจาน ยังไง? พ่อครัวจะรักษาคุณภาพของรสชาติ ข้าวมันไก่ และน้ำจิ้มสุดแซ่บได้ไหม?
แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าผมจะทำ Mobile App สักตัว ให้มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ภายใน 3 เดือน ถามว่าเป็นไปได้ไหม? คำตอบคือ เป็นไปได้มากกว่าร้านข้าวมันไก่แน่นอน ถ้าไอเดียของ App เด็ดจริง และที่สำคัญมีเงินทุนพอเพียง!
นี่แหละครับ ความแตกต่างระหว่างธุรกิจ SME ธรรมดากับธุรกิจสตาร์ทอัพ เมื่อธุรกิจสตาร์ทอัพต้องการการเติบโตแบบก้าวกระโดด จึงมักจะมีความต้องการใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก เพราะว่าช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจ จะโฟกัสที่การเติบโตมากกว่าการทำกำไรตั้งแต่เริ่ม จำเป็นต้องอัดฉีดเงินเข้าไป เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมหรือสร้างผู้ใช้งานจำนวนมาก ดังนั้นธุรกิจสตาร์ทอัพจึงมักต้องหาทางขอเงินจากนักลงทุนด้วยในระหว่างที่ประกอบธุรกิจช่วงแรก
กลับมาที่งาน Startup Thailand 2016 อีกครั้ง ส่วนตัวผมแล้วชอบงานนี้มาก ผมใช้เวลา 1 วันเต็มๆ ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเดินดูงานไปรอบๆ และยอมรับว่าดูได้ไม่หมด เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่คุยกับคนที่มาออกบูธ สิ่งที่ประทับใจที่สุดในงานนี้ ไม่ใช่เทคโนโลยีสุดล้ำ ไม่ใช่ไอเดียธุรกิจกิ๋บเก๋ หรือบูธใหญ่อลังการของบริษัทที่มีชื่อเสียงครับ
แต่สิ่งที่ทำให้ผมชะงักและหยุดดูกลับเป็นบูธเล็กๆ ที่เจ้าของธุรกิจ, CEO , Co-Founder ออกมายืนอธิบาย Product ของตัวเอง มันมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ทุกคนดูขะมักเขม้น กระตือรือร้น ถ้ามองเข้าไปในตา จะเห็นถึงความมุ่งมั่น ความฝัน ความทะเยอะทะยาน
พวกนี้มันมีพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็น แต่สามารถสัมผัสได้ มันคือไฟ หรือ Passion ในการทำธุรกิจ พอเห็นทุกคนมีฝันและพยายามปลุกปั้นความฝันของตัวเองแล้ว มันชื่นใจและชื่นชมอย่างบอกไม่ถูก
ผมเองอยากจะบอกทุกๆคนในงาน ในฐานะเจ้าของธุรกิจสตาร์ทอัพ รุ่นพี่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน สิ่งนี้แหละครับที่จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจ ทุกอย่างที่เราคิดไม่มีทางที่จะเป็นไปตามที่เราคิดทุกอย่าง ปัญหาต่างๆนาๆ ที่พร้อมจะถาโถมเข้ามาหาเราอย่างไม่หยุดหย่อนในระหว่างการทำงาน ไอเดียที่พร้อมจะมีคน Copy บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนมากกว่า คู่แข่งที่พร้อมจะแย่งชิงส่วนแบ่ง ปัญหาทีมงาน ฯลฯ
แต่สิ่งหนึ่งที่จะไขปัญหาและขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้เสมอ คือ “Passion”ในการทำธุรกิจ
วันนี้ผมเห็นไฟที่โชติช่วงของทุกๆคนอย่างชัดเจน ขอให้ทุกคนรักษามันไว้ อย่าให้มันมอดไหม้หรือลดลง คนที่จะสำเร็จ คือคนที่สามารถคงระดับ Passion ที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ ได้นานที่สุด อย่าปล่อยให้ปัญหาต่างๆ มันมาพัดเอาไฟของเราดับไป
สู้ๆครับ สตาร์ทอัพคนไทยทุกคน!









