ช่วงนี้มีประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่า การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย
จากการรักษาของแพทย์เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ที่ให้ความหมายของคดีผู้บริโภคไว้ประการหนึ่ง คือ เป็นคดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา 19 หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ
จากความหมายดังกล่าว อาจแยกองค์ประกอบของคดีผู้บริโภคในประการนี้ได้ คือ องค์ประกอบแรก คู่กรณีที่พิพาทกันฝ่ายหนึ่งต้องเป็นผู้บริโภค และอีกฝ่ายหนึ่งต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจ และองค์ประกอบที่สอง ข้อที่พิพาทกันเป็นกันเป็นเรื่องสิทธิหน้าที่ของตัวสินค้าที่ซื้อหรือบริการที่ใช้
คดีที่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการรักษาทางแพทย์ จะเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ จึงมีข้อต้องพิจารณาว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาถือได้ว่าเป็นผู้บริโภคหรือไม่ และสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลผู้ให้การรักษาที่เป็นคู่พิพาทที่ถูกฟ้อง เป็นผู้ประกอบธุรกิจหรือไม่
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ให้ความหมายของผู้บริโภคไว้ คือ “ผู้ซื้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ และหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม” ส่วนผู้ประกอบธุรกิจนั้น หมายถึง “ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายหรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย“
ส่วนคำว่าบริการนั้น หมายความว่าการรับจัดทำการงาน การให้สิทธิใดๆ หรือการให้ใช้หรือให้ประโยชน์ในทรัพย์สินหรือกิจการใดๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์อื่น แต่ไม่รวมถึงการจ้างแรงงาน ซึ่งอาจสรุปได้ว่าการรับหรือให้บริการก็คือการจ้างและรับจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั่นเอง
ในกรณีที่เป็นการเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของเอกชนซึ่งเป็นธุรกิจที่แสวงหากำไร ผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลนั้น เข้าข่ายเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ผู้เข้ารับการรักษาต้องจ่ายค่ารักษาตามอัตราที่กำหนด เข้าลักษณะจ้างทำของโดยจ้างผู้ประกอบธุรกิจให้รักษา จึงเข้าข่ายเป็นผู้บริโภค คดีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลเอกชน จึงครบองค์ประกอบที่หนึ่ง
สำหรับกรณีที่เป็นการเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของส่วนราชการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องจัดตั้งขึ้นเป็นบริการสาธารณะเพื่อให้บริการด้านสาธารณสุขต่อประชาชน สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลดังกล่าวมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แม้ผู้เข้ารับการรักษาจะต้องเสียเงินในการเข้ารับการรักษาตามอัตราที่กำหนด เงินที่ผู้เข้ารับการรักษาต้องจ่ายไม่มีลักษณะเป็นเงินค่าตอบแทนในการรักษา แต่เก็บด้วยเหตุอื่นๆ หลายประการ เฉกเช่นการฟ้องคดีแพ่งต่อศาล ต้องเสียค่าธรรมเนียมขึ้นศาลในอัตราที่กำหนด ก็ไม่มีลักษณะเป็นค่าตอบแทนในการพิจารณาคดีของศาล แต่เก็บด้วยเหตุผลอื่น เป็นต้นว่า เพื่อให้ผู้ฟ้องต้องกลั่นกรองยั้งคิดก่อนจะฟ้องคดี
อย่างไรก็ตาม เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยว่าหน่วยงานของรัฐก็ถือว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจได้ คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7198/2553 ที่วินิจฉัยว่ากรมไปรษณีย์ที่จัดให้มีบริการเช่าวิทยุโทรคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ โดยผู้เช่าต้องเสียค่าตอบแทน ถือได้ว่ากรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นผู้ประกอบธุรกิจ แต่ก็เห็นได้ชัดว่ากรณีของกรมไปรษณีย์โทรเลข สิทธิหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายเกิดจากสัญญาเช่า มีสิ่งของเป็นวัตถุแห่งสัญญา ค่าตอบแทนคือค่าเช่าในเชิงธุรกิจ แต่การจัดให้มีสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของส่วนราชการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขที่เป็นหน้าที่ของรัฐต้องจัดให้มีขึ้นตามกฎหมาย ไม่มีวัตถุประสงค์จัดตั้งขึ้นเพื่อแสวงหากำไร ไม่อยู่ในสถานะที่จะเป็นผู้ประกอบธุรกิจแต่อย่างใด
แต่หากถือว่าผู้เข้ารับการรักษาจากสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของรัฐเป็นผู้บริโภค จะเป็นไปได้ต้องเกิดจากการตีความว่า ผู้เข้ารับการรักษาเป็นผู้ว่าจ้าง และสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของรัฐเป็นผู้รับจ้างรักษา สิทธิหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นจากสัญญา ซึ่งขัดกับหลักความจริง เพราะหน่วยงานของรัฐไม่ได้รับจ้างรักษา แต่เกิดจากหน้าที่ตามกฎหมายดังที่กล่าวแล้ว
จึงสรุปได้ว่าผู้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของรัฐไม่ใช่ผู้บริโภค เมื่อผู้เข้ารับการรักษาไม่ใช่ผู้บริโภค สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของรัฐก็ไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจ จึงไม่เข้าองค์ประกอบเป็นคดีผู้บริโภคองค์ประกอบที่หนึ่ง การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของรัฐไม่ใช่คดีผู้บริโภค
ในกรณีการรักษาในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลเอกชนเมื่อเข้าองค์ประกอบที่หนึ่ง ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าเข้าองค์ประกอบที่สองคือข้อที่พิพาทกันเป็นเรื่องสิทธิหน้าที่ของตัวสินค้าที่ซื้อหรือบริการที่ใช้หรือไม่ ถ้าหากเป็นการฟ้องร้องในประเด็นว่าการบริการไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งบางกรณีบางลักษณะ สามารถวินิจฉัยได้เป็นรูปธรรม เช่น ตกลงผ่าตัดเสริมจมูกให้โด่ง แต่ไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้เช่นนี้ ก็ถือได้ว่าเข้าองค์ประกอบข้อที่สอง แต่ถ้าเป็นการฟ้องร้องฐานละเมิดเป็นนิติเหตุ ไม่ใช่ผิดสัญญาหรือข้อตกลง ก็ไม่น่าจะถือได้ว่าเป็นการพิพาทกันในเรื่องสิทธิหน้าที่ของตัวสินค้าที่ซื้อหรือบริการที่ใช้
ข้อสรุป อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาได้มีการวินิจฉัยและถือปฏิบัติกันมาบ้างแล้ว ว่าคดีที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการรักษาทางการแพทย์ไม่ว่าเป็นโรงพยาบาลเอกชนหรือรัฐเป็นคดีผู้บริโภค แต่ถึงแม้จะถือว่าเป็นคดีผู้บริโภค ก็ไม่น่ามีผลกระทบถึงบุคลากรทางการแพทย์ เช่นหมอมากนัก เพราะเป็นการฟ้องฐานละเมิด ผู้ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนในฐานะนายจ้างต้องรับผิดอยู่แล้ว ถ้าเป็นโรงพยาบาลของรัฐ บุคลากรทางการแพทย์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ..ศ.2539 จะฟ้องหมอหรือบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ต้องฟ้องหน่วยงานต้นสังกัด เจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดเฉพาะกรณีที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น








