ผมดูและอ่านข่าววัยรุ่นหกคนรุมฆ่าชายขาพิการด้วยความรู้สึกหดหู่และเศร้าสลดมากกว่าเดิม จากที่ก่อนหน้านี้ก็เกิดการ
ทำร้ายฝรั่งแก่ สองคนกับลูกชาย คำถามที่เกิดขึ้นในใจก็คือ “สังคมไทยเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”
ผมหวนระลึกกลับไปในยามที่ยังเป็นเด็กและวัยรุ่น คำกล่าวที่มีพลังกำกับพฤติกรรมของพวกเราไม่ให้ล่วงละเมิดระเบียบและสายสัมพันธ์ทางสังคม ได้แก่คำพูดทำนองว่า “อย่างนี้ คนเขาไม่ทำกัน”แม้กระทั่งจิ๊กโก๋หรือนักเลงวัยรุ่นเองก็จะไม่ทำอะไรที่ “คน” เขาไม่ทำกัน เช่นการทำร้ายคนแก่หรือคนพิการ แม้ว่าบางทีคนแก่คนพิการนั้นอาจจะ“กวน”อารมณ์อย่างมากก็ตาม (เราก็มักจะละเอยด้วยการก่นด่าในใจหรือจ่มด่ากันเองภายในกลุ่มพรรคพวกเท่านั้น ดังนั้นแม้ว่าในกรณีนี้ชายพิการจะไปด่าว่าหน้าบ้านวัยรุ่นผู้ก่อเรื่องก็เกินเลยไปมากที่เอาคนหกคนไปรุมฆ่าคนพิการคนเดียว)
เราอาจจะมองได้ว่าความคิดของสังคมที่เน้นว่า “อย่างนี้ คนเขาไม่ทำกัน” เป็นกรอบความคิดที่ขวางกั้นการสร้างสรรค์ของปัจเจกชน เพราะไม่อนุญาตให้ปัจเจกชนกล้าที่จะคิดอะไรแหวกแนวออกไปจากมาตราฐานทางสังคม
แต่หากพิจารณาแก่นแกนของความคิดนี้ก็จะเห็นว่าเป็นการวางอยู่บนพื้นฐานของการมองเห็น “คน” เป็น “คน” ซึ่งจะส่งผลทำให้เราพยายามจะเข้าใจและปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความพยายาม “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ซึ่งต้องถือว่าเป็นหลัก “จริยธรรม” ที่สำคัญและมีความหมายมากกว่าการบอกกล่าวให้ท่องจำศีลห้าอย่างไม่มีความหมายในปัจจุบัน
การไม่ละเมิด “สังคม” ด้วยการไม่ละเมิดความเป็น “คน” จึงถูกกำกับไว้ด้วยการตระหนักถึงพลังของสังคมที่รายล้อมอยู่ เพราะเราจะรู้สึกเสมอว่าหากละเมิดแล้วคนอื่นจะมองเราอย่างเหยียดหยามดูถูก การระมัดระวังในพฤติกรรมของตนเองจึงเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในระบอบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด แม้ว่าจะกำกับพฤติกรรมไม่ได้ทั้งหมดทุกมิติ แต่สังคมก็จะมองเห็นว่าบางเรื่องบางราวเป็นเรื่องเฉพาะที่พอจะยอมรับกันได้ดังคำกล่าวทำนองที่ยืนยันการยอมรับไว้ในระดับที่ว่า “ไอ้/อีนี่เป็นคนดีเพียงแต่นิสัยมันไม่ดีบ้าง” สังคมก็จะยอมรับในความเป็น “คนดี” แต่ก็หงุดหงิด/โต้ตอบกับ “นิสัย” ที่ไม่ดีเป็นครั้งคราวไป
ปัจจุบันกรอบคิดเรื่อง “อย่างนี้ คนเขาไม่ทำกัน” ได้เปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง พฤติกรรมการละเมิดสังคมเพื่อเอาเปรียบหรือหาผลประโยชน์เข้าตนเองและพวกพ้องกลายเป็นเปิดช่องให้ทำได้เพราะ"ใครๆ เขาก็ทำกัน" (ตลกนะครับที่หากคนในสังคมทำสิ่งที่ผิดหรือไม่เหมาะสมกันหมด สิ่งที่ผิดนั้นก็กลายเป็นสิ่งที่ทำได้นึกถึงกรณีหลานชายนายกรัฐมนตรีที่เกิดขึ้นซิครับ) พร้อมกันนั้นการคิดว่าให้“เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ก็หายไปจากมโนสำนึกของผู้คนจำนวนมาก ผมถามนักศึกษาระดับปริญญาตรีติดต่อกันมาหลายปีว่า มีใครเคยฟังหรือได้ยินคำกล่าวนี้ไหม น่าเศร้า.. ตรงที่ร้อยละเก้าสิบบอกว่าไม่เคยได้ยินคำกล่าวนี้
กลุ่มวัยรุ่นหกคนที่รุมฆ่าชายพิการไม่ได้มองว่าคนที่พวกเขารุมฆ่าอยู่นั้น เป็น “คน” เหมือนกันและการทำร้ายคนที่กวนอารมณ์ของวัยรุ่นจะต้องได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่กลายเป็นเรื่องที่ “ใครๆ เขาก็ทำกัน” ดังที่เราเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในปัจจุบัน สำหรับหกคนที่รุมฆ่าคนพิการนี้แสดงถึงความไม่รู้สึกผิดแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปห้ามก็ยังไม่ยอมง่ายๆ
การมองไม่เห็นความเป็น “คน” ของคนอื่นจึงไม่มีทางที่จะมองเห็น “ศักดิศรี” ของความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ในขณะนั้นก็คิดได้เพียงการรักษา “ศักดิ์ศรี” ของตนหรือกลุ่มตนที่จะถูกหยามไม่ได้เท่านั้น วิธีคิดและความรู้สึกถึงการ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ไม่หลงเหลืออีกแล้วในสังคม
ทุกท่านติดตามข่าวสารก็จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เพียงแค่หกวัยรุ่นที่ก่อเหตุอันน่าสลดใจนี้ ความรุนแรงที่กระทำต่อ “คน” ด้วยกันมีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมมากมาย (จึงไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ที่เกิดจากคำแก้ตัวแบบโง่และหน้าด้านว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”) สังคมไทยกำลังเป็น “ชุมคน” ที่ไม่มีสายสัมพันธ์ทางสังคมใดๆ เหลืออยู่ กำปั้นใหญ่เท่านั้นจึงจะเถลิงอำนาจหรือดำรงอยู่ได้
จากกรณีรุมฆ่าชายพิการนี้จึงน่าจะทำให้เราทั้งหมดหวนกลับมาคิดว่าจะซ่อม/สร้าง “จริยธรรม” ของสังคมกันอย่างไร เพราะการสอนศีลธรรมแบบที่ทำกันมานั้นๆ ไม่มีความหมายแต่อย่างใดความเชื่อในเรื่อง “ความเป็นไทย/คนไทย” ที่ภาคภูมิใจกันนักหนาก็ไม่ได้กำกับพฤติกรรมของคนในสังคมได้พร้อมกันนั้นอำนาจตำรวจ (Police Power ) ก็ไร้น้ำยา
เมื่อชีวิตประจำวันตกอยู่ในความเสี่ยงภายใต้สังคมที่ไร้จริยธรรม เราจะมีความสุขกันได้อย่างไร หากเราไม่ช่วยกันคิดและทำในวันนี้ ลูกหลานเราลำบากมากขึ้นแน่ๆ ครับ






