วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Tesla จะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการรถยนต์ได้ไหม?

บทความของผมฉบับนี้เป็นฉบับที่ 700 ที่ผมเขียนให้กับทางกรุงเทพธุรกิจ และเมื่อย้อนกลับไปดูฉบับแรกที่เขียนขึ้นใน

พ.ศ.2545 บทความของผมฉบับนี้เป็นฉบับที่ 700 ที่ผมเขียนให้กับทางกรุงเทพธุรกิจ และเมื่อย้อนกลับไปดูฉบับแรกที่เขียนขึ้นใน พ.ศ.2545 ก็พอจะนับเวลาได้ 14 ปีแล้วนะครับ ที่จะมีบทความลงปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจก็ต้องขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่สนับสนุนด้วยดีตลอดมาครับ และถ้ามีข้อแนะนำประการใดก็เชิญแจ้งมาได้ตลอดนะครับ

สัปดาห์นี้อยากจะเขียนถึง Tesla หน่อยครับ ชื่อนี้สำหรับหลายๆ ท่านอาจจะยังไม่คุ้น บางท่านอาจจะพอทราบว่า เป็นชื่อยี่ห้อรถยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นสัปดาห์นี้เรามาดูกรณีศึกษาของTesla กันหน่อยครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งว่าสุดท้ายแล้ว Tesla จะสามารถปฏิบัติวงการรถยนต์โลกได้เหมือนที่ Apple เปลี่ยนโฉมหน้าของหลายๆ อุตสาหกรรมได้หรือไม่

จะเขียนถึง Tesla โดยไม่เขียนถึง Elon Musk คงไม่ได้ครับ หลายคนมองว่าเขาจะกลายเป็น Steve Jobs คนต่อไปหรือแม้กระทั่งนำเขาไปเปรียบเทียบกับ Tony Stark จากเรื่อง Iron Man กันเลยทีเดียว เนื่องจาก Musk เป็น Serial Entrepreneur ที่ไม่หยุดสร้างธุรกิจใหม่ๆ และยิ่งสร้างธุรกิจของเขายิ่งเติบโตและสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จากเริ่มต้นที่ Zip2 แล้วขายออกไปได้เงินมา 341 ล้านดอลลาร์ Musk ก็เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Pay-Pal ซึ่งสุดท้ายก็ถูก eBay ซื้อไปในราคา 1.5 พันล้านดอลลาร์

ปัจจุบันธุรกิจของ Musk มีอยู่หลักๆ สามธุรกิจ นอกเหนือจากรถไฟฟ้า Tesla แล้วยังมี SpaceX ที่เป็นเอกชนที่ประสบความสำเร็จในการส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศและกำลังร่วมมือกับ NASA ในการส่งจรวดไปดาวอังคารและ SolarCity ที่ทำเรื่องแผงสำหรับผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์

สำหรับ Tesla นั้นก่อตั้งขึ้นในปี 2003 โดยนำมาจากชื่อของ Nikola Tesla หนึ่งในผู้คิดค้นระบบไฟฟ้า โดย Musk ได้ก่อตั้ง Tesla ร่วมกับบุคคลอื่นอีกและที่น่าสนใจคือผู้ร่วมก่อตั้งทุกคนไม่มีใครมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมรถยนต์มาก่อน แถมทั้งตัวบริษัทและผู้ก่อตั้งยังมีพื้นฐานมาจากทาง Silicon Valley มากกว่าจาก Detroit ทำให้วิธีคิดทั้งในตัวรูปแบบธุรกิจและการทำงานของรถของ Tesla แตกต่างจากบริษัทรถยนต์ทั่วไป

รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Tesla คือ Roadster ซึ่งทาง Tesla ร่วมกับกลุ่ม Lotus ของอังกฤษออกแบบขึ้นมาและปรากฏว่าสามารถเร่งความเร็วจาก 0-60 ไมล์ได้ในเวลาไม่ถึง 4 วินาที ซึ่งเร็วกว่าทั้ง Ferrari Testarossa และ Porsche 911 GT ซึ่งเจ้า Roadster สร้างชื่อให้กับ Tesla มากครับ แต่ไม่ได้ดังมากเพราะไม่ได้ใช้น้ำมัน แต่เป็นเพราะแสดงให้เห็นว่ารถยนต์จากพลังงานไฟฟ้าสามารถเร่งได้เร็วกว่ารถสปอร์ตดังๆ ระดับโลก

รุ่นที่2 ของ Tesla จะเป็นรถทั่วไปมากขึ้นครับ ชื่อว่า Model S โดยออกมาแข่งในระดับเดียวกับ BMW ซีรี่ส์ 5 ซึ่งในปี 2013 ก็ได้รับการยกย่องให้เป็น 2013 Car of the Year และได้รับการประเมินความพึงพอใจสูงสุดจากผู้บริโภค

ความน่าสนใจของ Tesla ไม่ได้อยู่ที่ตัวรถอย่างเดียวครับ แต่อยู่ที่วิธีคิดด้วยเนื่องจากพื้นฐานของผู้บริหารมาจากทาง Silicon Valley ดังนั้น Tesla จึงไม่มีระบบตัวแทนจำหน่ายแต่ขายผ่านทางสาขาของตนเองและขายออนไลน์ รวมทั้งให้ความสำคัญกับซอฟแวร์เป็นอย่างสูง หน้าจอควบคุมในรถ Model S นั้นมีความกว้างถึง 17 นิ้ว และใช้ซอฟแวร์ในการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในรถยนต์ แม้กระทั่งเมื่อมีปัญหาใดๆ เกี่ยวกับรถยนต์ก็ตามบริษัทก็จะแก้ไขโดยใช้วิธีการ update ซอฟแวร์ หลังจากนั้นปัญหาก็จะหมดไป

แบตเตอรี่ของ Tesla นั้นสามารถวิ่งได้นานครับชาร์จครั้งนึงวิ่งได้ถึงเกือบ 300 ไมล์โดยเฉลี่ย และ Tesla ก็ไปก่อสร้าง Supercharger Center ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเติมไฟให้กับแบตเตอรี่ของรถตนเอง ซึ่งการชาร์จครั้งหนึ่งก็ใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาที หรือถ้ารอไม่ไหวก็สามารถเสียเงินเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่แทนแบตเตอรี่เก่าที่หมดไปได้อย่างรวดเร็วครับ

ล่าสุดเมื่อสองเดือนที่แล้ว Tesla ก็เปิดตัวรถรุ่นใหม่ชื่อ Model 3 ซึ่งราคาจะต่ำกว่า Model S แต่กว่าจะเริ่มออกขายก็ปี 2017 แต่เริ่มรับจองจากผู้ที่สนใจได้ก่อนด้วยเงินมัดจำ 1,000 ดอลลาร์ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามครับ ล่าสุดที่ผมเห็นตัวเลขอยู่ที่มากกว่า 400,000 ดอลลาร์ยอดจองแล้วครับ ท่านผู้อ่านลองคูณจำนวนเงินเข้าไปนะครับ แล้วจะเห็นว่า Tesla ได้รับเงินสดล่วงหน้ามาเท่าใด

อเมริกันชนฝากความหวังไว้กับ Tesla มากครับว่าจะมากอบกู้วงการอุตสาหกรรมรถยนต์ของอเมริกา ขณะที่หลายๆ คนก็เก็งว่า Tesla จะ Disrupt ธุรกิจรถยนต์ทั่วโลกไหม ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่ต้องติดต่อกันต่อไปครับ

ก่อนจบขอฝากหลักสูตรอบรม MMP (Moden Manager Program) ของคณะที่จะเปิดเป็นรุ่นที่ 64 ไว้นะครับ สนใจสอบถามได้ที่ 02-218-5701 ครับซึ่งจะได้พบเจอกับผมด้วยนะครับในหลักสูตร MMP