วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองเริ่มสร้างความกังวล

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้กล่าวปาฐกถาในหลายเวทีในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยย้ำให้เห็นโรดแมพของคสช.ในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม และยังเห็นบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล และคสช.เพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว นั่นคือ นโยบายประชารัฐ โดยหวังว่าจะเป็นรากฐานสำคัญให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งในระดับรากฐาน ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับชาติ

แต่เป็นที่ทราบกันว่าการปฏิรูปประเทศตามโรดแมพของคสช. นั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ซึ่งทั้งรัฐบาลและคสช.ต่างก็รู้ในประเด็นนี้ดี เนื่องจากปัญหาของสังคมไทยมีมากทุกระดับและค่อนข้างมีความซับซ้อน ในขณะที่สังคมไทยก็เปิดกว้างทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก นั่นหมายความว่าทุกปัญหามีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการแก้ไข ดังนั้นเราจะเห็นบทบาทของพล.อ.ประยุทธ์ในช่วงนี้ พยายามเร่งให้ทุกฝ่ายทำแผนระยะสั้นที่สามารถดำเนินการได้ทันทีใน 2 ปี และแผนระยะยาวเพื่อส่งผ่านต่อไป

ที่ผ่านมา เราเห็นรัฐบาลพยายามเร่งแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรฐานการบิน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก รวมทั้งเรื่องการค้ามนุษย์และการประมงผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นตัวอย่างของความยุ่งยากและล่าช้าในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล โดยยังไม่นับรวมปัญหาสังคมและการเมืองที่มีความสลับซับซ้อน ที่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก แต่สิ่งที่เห็นคือความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในเรื่องของการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำลังเข้าสู่ขั้นตอนประชามติประชาชนทั่วประเทศ

ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ จะเห็นได้ว่าเริ่มมีกลุ่มคนต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวพอสมควร หลังจากที่ก่อนหน้านี้เงียบหายไปนาน นัยว่ารอหรือให้โอกาสคสช.ในการแก้ปัญหาประเทศ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในแวดวงเศรษฐกิจของประเทศ เริ่มกังวลว่าปัจจัยการเมืองกำลังจะกลับมาสร้างปัญหาให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมให้ภาวะเศรษฐกิจแย่ลงไปกว่าเดิม หลังจากที่เศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอค่อนข้างรุนแรง จนรัฐบาลต้องอัดฉีดมาตรการออกมาอย่างต่อเนื่อง

หากพิจารณาความคิดเห็นทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ โดยแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายต่างมีเวทีของตัวเองในการพูดจาหรือแสดงความเห็นทางการเมือง ทั้งๆที่พูดในเรื่องเดียวกันคือความเป็นประชาธิปไตยของชาติ และกฎกติกาที่ดีของการเมืองใหม่หลังการปฏิรูป แต่คนเหล่านี้ก็ไม่เคยมีการพูดในเวทีเดียวกันเพื่อหาข้อยุติในเรื่องขัดแย้งร่วมกัน ดังนั้นความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้กำลังซ้ำรอยอดีต กล่าวคือต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างมีฝ่ายสนับสนุน ซึ่งการเมืองในลักษณะนี้มักจะนำไปสู่ความขัดแย้ง

เราเห็นว่าจากสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ ถือว่าไม่แปลกนักที่จะสร้างความกังวลให้เกิดขึ้น ดังที่นายกรัฐมนตรีก็ยอมรับว่าความพยายามสร้างความปรองดองนั้นยังไม่สามารถทำได้ แต่ก็หวังว่ากติกาใหม่ที่ออกมาจะช่วยให้เกิดการปฏิรูปการเมืองในระยะต่อไป ดังนั้นในเมื่อรัฐบาลและคสช.ที่เริ่มต้นดำเนินตามโรดแมพและแผนการพัฒนาประเทศมาก่อนหน้านั้นจำนวนมาก ก็ยิ่งสร้างความกังวลว่าสิ่งเหล่านี้จะได้รับการสานต่อมากน้อยแค่ไหนและเรื่องอะไรบ้างที่ยังต้องดำเนินการต่อไปได้จริง

สถานการณ์การเมืองในขณะนี้จะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้ง ว่าการเมืองไทยจะสามารถเดินหน้าได้ต่อเนื่องหรือไม่ หรืออาจเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิดทำให้ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งความกังวลที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ย่อมมีเหตุผล หากเราดูจากตัวอย่างในอดีต หากสถานการณ์ยิ่งขัดแย้งมากขึ้น ความกังวลก็ยิ่งมากขึ้น และในที่สุดก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในด้านต่างๆที่กำลังดีขึ้น ดังนั้นคำถามสำคัญในขณะนี้คือคนไทยจะหาทางออกกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงเหมือนที่เป็นมา