ปัจจุบันเรามีกำนันหญิง 265 คน เริ่มจากที่มีกำนันหญิงคนแรก มะลิเชียร เพ็งวงษ์ เมื่อ 34 ปีที่แล้ว
โดยในปีเดียวกันนั้น พ.ศ.2525 เราก็ได้ผู้ใหญ่บ้านหญิงคนแรกด้วย คือ สมทรง สุรพันธ์
ช่วงปี 2525 กระแสต่อต้านกำนันหญิงมาแรงมาก
ข้อคัดค้านที่โดดเด่นที่สุดก็คือ ตำแหน่งกำนันมีหน้าที่ติดตามจับผู้ร้ายด้วย เช่น คดีขโมยควาย คดีทำร้าย คดีฆาตกรรม ผู้ร้ายใช้ปืน ใช้อาวุธ จึงเกิดความห่วงใยหวังดีว่า จะเป็นอันตรายต่อผู้หญิง อีกทั้งถ้าหากกำนันหญิงทำหน้าที่จับผู้ร้ายไม่ได้ บ้านเมืองก็จะขาดผู้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ประชาชนก็เสียประโยชน์เต็มๆ
ในข้อนี้ กำนันมะลิเชียรได้ตอบไว้อย่างคนรู้งานมีประสบการณ์ในพื้นที่ กล่าวคือ งานกำนันงานผู้ใหญ่บ้านเป็นงานปกครองงานบริการงานสมัครสมานลูกบ้านมากกว่างานกวาดล้างจับผู้ร้ายซึ่งเป็นงานของตำรวจ แม้ในการตามจับผู้ร้าย ตามปกติก็ไม่ให้ตำรวจหรือใครออกไปทำงานคนเดียว เธอเองก็ออกจับผู้ร้ายขโมยควายมาแล้ว มีตำรวจ มีผู้ช่วยกำนัน มีผู้ใหญ่บ้าน และลูกบ้านออกไปทำงานด้วยกัน ปรากฏว่ากำนันหญิงสามารถใช้การเจรจาลดความตึงเครียด และการใช้ความรุนแรงลงได้มาก ด้วยความอาวุโสและความเป็นแม่ เพราะขโมยก็คือคนในหมู่บ้าน มีการเจรจาและการมอบตัวอย่างละม่อม
ในช่วงเวลาใกล้ๆ กันกับที่กระทรวงมหาดไทยเริ่มจะให้มีกำนันหญิง ก็มีการดำริรับนักกระโดดร่มหญิงเป็นครั้งแรก กระแสต่อต้านก็มาแรงไม่แพ้กัน ซึ่งก็ด้วยความห่วงใยหวังดีอีกเช่นกัน เช่นว่า อวัยวะภายในของหญิงจะกระทบกระเทือน ห่วงใยว่าหากเกิดอุบัติเหตุแล้วอาจทำให้ไม่สามารถมีลูกได้ บ้างก็ตั้งคำถามว่าผู้หญิงจะใจกล้ากระโดดลงมาได้อย่างไร
จนกระทั่งเมื่อได้มีการนำสุภาพสตรีนักกระโดดร่มหญิงเข้าชี้แจงในรัฐสภา ก็จึงเกิดความเข้าใจ ยอมรับในเหตุผลและปรากฏการณ์เชิงประจักษ์ที่ว่า ถึงเวลาฝึกกระโดด มีผู้ชายอกสามศอกบางคนเกิดไม่กล้า แต่สุภาพสตรีอกไม่ถึงสามศอกที่เมื่อคิดดีแล้ว รู้จักตัวเองดีแล้ว มั่นใจว่าทำได้จึงตัดสินใจไปสมัครเข้าฝึก เธอเหล่านี้กล้ากระโดดลงมาทุกคน
ส่วนเหตุผลที่ว่า อาจเสี่ยงอันตราย พวกเธอก็ไม่เห็นว่าจะเสี่ยงอันตรายมากกว่าบางอาชีพตรงไหน เช่น คนงานหญิงทำงานก่อสร้าง หิ้วปูนเดินขึ้นที่สูงโดยไม่มีการฝึกฝน ไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัย หรือถ้าหากว่าถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุถึงตายหรือมีลูกไม่ได้ ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นความเสี่ยงในอาชีพ อย่าได้คิดว่าผู้หญิงทุกคนอยากเป็นแม่ บางคนมีภาระเลี้ยงดูคนในครอบครัวก่อนจะคิดถึงอย่างอื่น บางคนก็ไม่ได้คิดว่าเป้าหมายในชีวิต คือต้องเป็นแม่คนให้ได้ ต่างคนต่างจิตต่างใจ ผู้หญิงที่ไม่อยากมาทำ ก็ไม่ต้องมาสมัคร แต่ต้องเปิดโอกาสไว้ให้ผู้หญิงที่เขาสมัครใจ
เป็นอย่างนี้มากันทั้งโลก ที่ผู้หญิงไม่ได้มีอาชีพทำการงานบางชนิด แต่แรกอาจเป็นเพราะสังคมมีความหวังดีว่า จะเป็นอันตรายต่อเพศแม่จนเป็นสาเหตุให้สังคมต้องการ “ปกป้องคุ้มครอง” เพศหญิง เช่น ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ไม่ให้ทำงานบางอย่างถึงกับมีกฎหมายห้ามไว้ เช่น งานเหมืองแร่ ซึ่งเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปทั้งในด้านเทคโนโลยีและทางเศรษฐกิจ สังคม ที่ผู้หญิงก็ต้องทำงานมีรายได้ ประกอบกับกระแสสิทธิเสมอภาคของผู้หญิง การศึกษาสูงขึ้นในสองศตวรรษที่ผ่านไป “การปกป้องคุ้มครอง” กลับเริ่มถูกมองต่างมุมไปว่า เป็นการจำกัดโอกาส โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา การที่ผู้หญิงไม่ได้ทำงานในเหมืองแร่ ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติทางเพศ ทำให้เสียโอกาสได้ทำงานที่มีรายได้สูง จึงต้องรณรงค์แก้ไขกฎหมายกันยกใหญ่
ในบ้านเราก็เช่นกัน การคุ้มครองที่เคยเป็น “ความหวังดี” ปกป้องคุ้มครองเพศแม่ในสังคมก็ค่อยคลายความเข้มข้นลง ซึ่งหญิงไทยยังไม่ทันจะเรียกร้องต้องการด้วยซ้ำไป ก็มีการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมากขึ้น อย่างเช่น ตำแหน่งผู้พิพากษา ตำแหน่งกำนัน นักกระโดดร่ม ทหาร ตำรวจ กระทั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
กระแสการจะเปิดโอกาสให้ตำรวจหญิงเข้าดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับการหัวหน้าสถานี นับเป็นนิมิตหมายที่ดียิ่งอีกครั้งหนึ่ง เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มีอยู่แล้วในสายงานปกติ และต้องมีการแต่งตั้งผู้เข้ารับตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจประจำปี 2558 (ไม่ใช่เป็นการตั้งตำแหน่งนี้ขึ้นมา หรือเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเพื่อสนองเหตุผลอื่นๆ เป็นการ “ภายใน”) โดยเป็นแนวคิดของพลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพราะเห็นว่าสามารถเป็นไปได้แล้ว ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงทางวิสัยทัศน์ที่ก้าวทันโลกที่เกิดขึ้นภายในหน่วยงานเอง ไม่ต้องรอให้ใครมากระทุ้ง
สำคัญตรงที่ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ควรจะต้องนำเสนอเหตุผลความเหมาะสมต่างๆ ให้สาธารณชนเข้าใจในการที่จะแต่งตั้งนายตำรวจหญิงให้เป็นผู้กำกับการประจำโรงพักนครบาล เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนและสาธารณชนได้ซักถามอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านวิสัยทัศน์และขั้นตอนการแต่งตั้งการปฏิบัติงาน การมีธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ไม่ใช่การมีผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมในกองทัพขณะนี้ เรื่องที่กล่าวอ้างถึงการแต่งตั้งบุตรชายเข้ารับราชการทหาร
สมัยนี้การสื่อสารสะดวกรวดเร็วกว่าปี 2525 มากมายนัก ไม่จำเป็นว่าทุกเรื่องต้องไปรัฐสภา จึงจะรู้กันไปทั่ว






