วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Divergence Diversity and Convergence สถาบัน รัฐ ตลาด (49)

ความไม่แน่นอนที่แน่นอนคือการเปลี่ยนแปลง สัจธรรมที่มั่นคงมากในโลกของธุรกิจที่ Silicon Valley คือความล้มเหลว

แต่ที่นี่ความล้มเหลวคือการเรียนรู้ในโลกของ Schumpeter Creative Destruction ที่เทคโนโลยีใหม่มาแทนเทคโนโลยีเก่า บริษัทใหม่เติบโตมาแทนบริษัทเก่า แล้วในที่สุดก็ถึงจุดเสื่อมถูกแทนด้วยเทคโนโลยีและบริษัทใหม่ ปริมาณบริษัทเปลี่ยนสภาพสูงบริษัทใหม่ที่มีขนาดเล็กเกิดง่ายและตายง่าย แต่ถ้าอยู่รอดก็จะโตเร็ว บริษัทขนาดใหญ่ที่ดำรงอยู่ได้จะมีลักษณะจำนวนกระจุก นี่เป็นพลวัตของบริษัทในรูปแบบ Schumpeter Creative Destruction ที่ Silicon Valley และระบบใหญ่ของสหรัฐก็ว่าได้

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วโดยเฉพาะ Moore’s Law ทำให้บริษัทและ Cluster บ่อยครั้งไร้เสถียรภาพ ระบบตลาดเหมือนไร้ระเบียบ มีหลายช่วงที่คนมองหุ้นเทคโนโลยีตีมูลค่าที่ถูกต้องยาก ถูกมองในแง่ร้าย ราคาฟองสบู่ไม่สมเหตุผล ไม่น่าแปลกใจที่คนอย่าง Warren Buffet แม้เขาจะมีหุ้น Microsoft ของบิล เกต อยู่บ้าง แต่เขาไม่กล้าซื้อหรือร่วมลงทุนเหมือน Venture capitalist บางคนใน Intel ตอนกลางทศวรรษ 60 เมื่อ Noyce Moore และ Grove ออกจาก Fairchild แน่นอนว่าวอเรน บัฟเฟท ตกรถไฟในคลื่นใหญ่ของเทคโนโลยี ไม่ได้มีส่วนแบ่งความมั่งคั่งโดยเฉพาะจาก Amazon Google Facebook อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติอินเทอร์เน็ต

ตอนทศวรรษ 1980 และหลังจากนั้นญี่ปุ่นกำลังรุ่งเข้ามาแทนที่สหรัฐในหลายๆ ภาคการผลิตโดยบริษัทใหญ่ๆ นักวิชาการสหรัฐบางคนมอง Silicon Valley และโครงสร้างหลายอย่างของสหรัฐเป็นด้านลบเต็มไปด้วยจุดอ่อน หนึ่งในประเด็นนั้นมีความเชื่อว่า Startup บริษัทเล็กๆ จำนวนมากที่พบใน Silicon valley ไม่ใหญ่พอ และไม่มีศักยภาพที่จะต่อกรกับบริษัทยักษ์ๆ ในญี่ปุ่น ในระดับมหภาค สหรัฐมีปัญหาจริงในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะความไม่สมดุลระหว่างการออมกับการลงทุน และเริ่มสูญเสียความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีเดิมๆ และความสามารถในการแข่งขันในสาขาอุตสาหกรรม กระนั้นก็ตาม เป็นการไม่ถูกต้องที่มีการสรุปว่าการที่บริษัทของสหรัฐไม่สามารถแข่งขันกับของญี่ปุ่นได้ เป็นเพราะบริษัทสหรัฐเน้นแต่ผลตอบแทนระยะสั้น เป็นพวก Shortermism บริษัทไม่สามารถลงทุนระยะยาวได้เพราะต้องเอาใจผู้ถือทุนผู้ซึ่งต้องการผลตอบแทนเร็วๆ

นักวิชาการเหล่านี้ชอบเหมารวม พวกเขาลืมไปว่าในระดับมหภาค ระดับพื้นที่ เช่น Silicon Valley และที่อื่นๆ ระดับสาขาธุรกิจ ระดับบริษัท อเมริกามีระบบโครงสร้างตลาดทุนที่หนาแน่นและเปิด มี Venture capital ที่แข็งแกร่งกว่าที่ใดในโลก และประมาณ 1 ใน 3 อยู่ที่ Silicon Valley มีสถาบันกฎหมายและระบบที่ทำให้บริษัทเติบโต ตาย และปรับตัวได้ง่าย ยุคที่บริษัทญี่ปุ่นรุ่งกำลังจะครองโลกเริ่มในทศวรรษ 80 คนมักจะเปรียบเทียบที่บิดเบือนความจริงมากเกินไปในความแตกต่างระหว่างบริษัทอเมริกันและบริษัทญี่ปุ่น

จริงๆ แล้วมีบริษัทขนาดใหญ่ๆ ของอเมริกาจำนวนมากมายมีอายุยาวนานไม่ว่าจะอยู่ใน Silicon Valley หรือในภูมิภาคอื่นของสหรัฐ มักเป็นบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ เป็นบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ เป้าหมายระยะยาว มีประวัติการเติบโตเสื่อมสภาพ ปรับตัวโตขึ้นมาใหม่ แข็งแกร่งขึ้นเมื่อเผชิญวิกฤติ เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนใน R&D ต่อเนื่อง เป็นบริษัทที่มีแก่นของหลักการคือมี Core principles บริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายการจัดตั้งและการดำรงอยู่เพื่อหาเงินและทำกำไรเป็นหลักเหมือนที่เรามักใช้เป็นสมมติฐานในหลักเศรษฐศาสตร์ กำไรเป็นเพียงเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อให้บริษัทสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคือให้บริการแก่คนในสังคม

ทุกวันนี้คนมักจะนึกถึง Apple หรือ Google ว่าปรัชญาหลักคือ Google จะไม่ใช่บริษัทที่ทำอะไรแบบธรรมดา แบบเดิมๆ หรือ Don’t do evil คือ จะไม่ทำอะไรชั่วๆ (แม้ว่าจะมีคนพูดว่ากูเกิ้ลก็ทำอะไรชั่วๆ เยอะ) แต่เราลืมไปว่ามีบริษัทอเมริกาในอดีตจนถึงปัจจุบันอีกมากมาย (ลองนึกถึง Intel Hewlett-Packard, GE, IBM, Boeing, Merck, 3M, RCA, Procter and Gamble, Ford Motor, Walt Disney) ที่มีวิสัยทัศน์และมีหลักปรัชญาเหมือนการดำรงชีวิตเป็นหลักยึดมั่น ทำให้ดำรงอยู่มาได้ยาวนาน แม้จะเคยเผชิญวิกฤติ

ในวันนี้เป็นที่ชัดเจนว่านักวิชาการสหรัฐจำนวนนี้ละเลย หรือให้ความสำคัญน้อยไปกับขีดความสามารถในการปรับตัวและเติบโตของบริษัทที่มีวิสัยทัศน์มุ่งสร้างโดยการวิจัยและพัฒนา และทำนวัตกรรมบริษัทโดยมีเป้าหมายระยะยาว ถ้าเราดูจากอดีตในกลางทศวรรษ 80 และ 90 ตอนนั้นคนส่วนใหญ่คงจะคิดว่า Sony น่าจะประสบความสำเร็จมากกว่า Apple หรือ Samsung แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง กลางทศวรรษ 90 ผู้เขียนคิดว่าคนส่วนใหญ่คิดไม่ได้และคาดไม่ถึงเรื่องความมหัศจรรย์ของอินเทอร์เน็ต

ในระดับโลก Silicon Valley ของสหรัฐ แม้จะเป็น Cluster เก่าแก่ ต้นแบบที่ใครๆ ก็อยากสำเร็จและเลียนแบบ แต่ในเชิงสถิติคนจำนวนน้อยที่จะรู้ว่า 32 ประเทศในยุโรปมี Cluster มากมายก่ายกองเต็มไปหมด EU กำลังทำสถิติรวบรวมเพื่อให้ Cluster ทั้งหลายมีความร่วมมือกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ที่น่าแปลกใจ เมื่อเราพบว่าประมาณร้อยละ 38 ของลูกจ้างหรือพนักงานในองค์กรหรือบริษัททำงานอยู่ใน Cluster เหล่านี้ บางแห่งสูงถึงร้อยละ 50 ของ Cluster กระนั้นก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับของสหรัฐ Cluster เด่นๆ ของสหรัฐ จะมีการกระจุกตัวของแรงงานหรือการจ้างงานสูงกว่ากรณีของยุโรป Cluster รถยนต์ของยุโรปมีลักษณะการเน้นความเชี่ยวชาญในระดับพื้นที่ค่อนข้างสูง ลอนดอนเด่นมากในการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน Antwerp เด่นทางด้านปิโตรเคมิคอล ฮอลแลนด์เด่นด้านดอกไม้ หรือบริเวณพื้นที่ระหว่างเดนมาร์กกับสวีเดนเชี่ยวชาญพิเศษด้านไบโอฟาร์มา

นอกเหนือจากความแข็งแกร่งและความยั่งยืนของคลัสเตอร์เหมือนกับที่เราพบว่าแม้ Silicon Valley ที่ผ่านมา จะเป็นสัญลักษณ์ของความมีพลวัตของบริษัทสหรัฐและเทคโนโลยี แต่ในภาพใหญ่ Silicon Valley ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐในภาพรวมได้ทั้งหมด

ข้อสรุปที่สำคัญจากข้อมูล Cluster ของยุโรปก็คือ “ยุโรปตามหลังสหรัฐ ในกรณีของความแข็งแกร่งของคลัสเตอร์ ไม่ว่าจะมองจากมุมเชิงภูมิภาคหรือระดับอุตสาหกรรม” ข้อสรุปนี้สนับสนุนและเสริมข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เราได้วิเคราะห์และอภิปรายมาแล้วว่า 20 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กลุ่มผู้นำยุโรปทางเหนือ เช่น เยอรมัน หรือกลุ่มประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย เช่น ฟินแลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน ยุโรปโดยรวม ยุโรปใต้ และยุโรปตะวันออก มีช่องว่างด้านผลิตภาพหรือ productivity ด้านนวัตกรรม ด้านการลงทุนใน R&D ห่างจากสหรัฐมาก

ที่มาของช่องว่างนี้ต้องมองจากความแตกต่างระหว่างสหรัฐและยุโรป ในเชิงโครงสร้างนโยบายและสถาบันด้วยเช่นกันความแตกต่างที่สำคัญหลักๆ นี้คืออะไร