รัฐบาลเร่งเดินหน้าพัฒนาโครงการขนาดใหญ่
หรือเมกะโปรเจค ซึ่งหากติดตามนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่ต้น จะเห็นได้ว่าต้องการให้โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับระบบเศรษฐกิจได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการลงทุนขนาดใหญ่มานาน เนื่องจากปัญหาทางการเมืองและความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้น ทำให้ความพยายามเสนอโครงการใหม่ๆเป็นไปได้ยาก และปัญหาขาดการพัฒนานี้เองได้ฉุดการแข่งขันของประเทศไปด้วย
การเร่งโครงการขนาดใหญ่ในหลายด้านของรัฐบาล ถือเป็นช่วงจังหวะที่ดีอย่างยิ่ง นอกจากเหตุผลในเรื่องอำนาจการตัดสินใจและเดินหน้าโครงการแล้ว ยังมีเหตุผลทางเศรษฐกิจอีกด้วย เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้ภาคส่งออกที่เป็นรายได้หลักของประเทศย่ำแย่ไปด้วย จนในที่สุดแล้วก็กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ดังนั้นการเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ถือว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสม
แต่การเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ของไทยมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งความล่าช้าของระบบราชการเองและงบประมาณ แต่ความพยายามผลักดันที่เริ่มเห็นผลในปีนี้ก็ได้สร้างความหวังมากขึ้นว่าโครงการเหล่านี้จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ กล่าวคือนอกจากจะช่วยผลิกโฉมให้กับเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตแล้ว ยังช่วยชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกอีกด้วย ดังนั้นยิ่งผลักดันโครงการออกมาเร็วและมีความโปร่งใสในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลดีมากเท่านั้น
หากติดตามมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)และสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ต่างให้ความสำคัญกับการลงทุนภาครัฐในปีนี้ในการประคับประคองให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่องในระดับที่เหมาะสม ซึ่งเท่ากับความในปีนี้ความหวังในการประคับประคองเศรษฐกิจ อยู่ที่การลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐเป็นสำคัญ และจะมีผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจอีกด้วย
ขณะนี้ ประชาชนได้รับรู้แล้วว่าภาครัฐจะมีการลงทุนขนาดใหญ่อะไรบ้าง และแต่ละโครงการมีแผนการอย่างไร เพียงแต่ยังไม่มีความมั่นใจเท่านั้นว่าโครงการเหล่านี้จะสามารถดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ ดังนั้นหากรัฐบาลสามารถทำทุกอย่างได้ตามกรอบเวลา เราเชื่อว่าจะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เพราะที่ผ่านมา คนมักจะไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลว่าจะดำเนินการได้ตามกรอบเวลาที่ประกาศ จนกว่าจะได้เห็นโครงการเหล่านี้เริ่มเดินหน้าได้จริง
ยิ่งกว่านั้น ในขณะนี้สถานการณ์การเมืองเริ่มเกิดความเคลื่อนไหวหลายด้าน ซึ่งการเมืองไทยมักจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการดำเนินโครงการภาครัฐเสมอ ทั้งการปรับเปลี่ยนและชะลอโครงการออกไปอย่างไม่มีกำหนด ดังนั้นประเด็นสำคัญนอกจากการเร่งทำงานผลักดันโครงการแล้ว รัฐบาลยังต้องสร้างความมั่นใจมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากปัญหาการเมืองที่ยังไม่สามารถทำนายอนาคตได้ แม้ว่าคสช.จะกำหนดโรดแมพไว้ชัดเจนถึงแนวทางการพัฒนาการเมืองไทยแล้วก็ตาม
เราเห็นว่าหากมองในเชิงเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในปีนี้ ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่สามารถพึ่งพาด้านอื่นได้ ยกเว้นการท่องเที่ยว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าโครงการขนาดใหญ่จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ถึงทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ หากสามารถขับเคลื่อนได้ ก็จะสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้ส่วนอื่นฟื้นตัวได้ แต่หากเกิดสะดุดขึ้นมา ผลก็จะเป็นตรงกันข้าม เราหวังว่ารัฐบาลจะสามารถผลักดันให้ผ่านพ้นไปได้และไม่ทำให้แผนที่สวยหรูต้องสะดุดลง









