ปฏิกิริยาของคนญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย
จากอาการที่เริ่มไม่เชื่อมั่น ต่อการดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน แบบสุดโต่งของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) โดยมีการเบิกถอนเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์มากถึง 40 ล้านล้านเยนไปเก็บไว้ที่บ้านแทนเพื่อความปลอดภัย หลังจากที่บีโอเจประกาศใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ 0.1% และเพิ่มปริมาณเงินคิวอีรอบใหม่เข้าสู่ระบบการเงิน อย่างไม่จำกัดจำนวนเมื่อปลายเดือนม.ค. ส่งผลให้ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเริ่มลดน้อยลง จนทำให้กระทรวงการคลังของญี่ปุ่นเกิดความเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจในภาพรวมจะเจอกับภาวะเงินฝืดที่มากขึ้น ทั้งที่ปริมาณเงินเยนที่หมุนเวียนใช้จ่ายในแต่ละวันมีจำนวนถึง 90.3 ล้านล้านเยน หรือเพิ่มขึ้น 6.7% จากปีก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยกระทรวงการคลังญี่ปุ่นมีความต้องการที่จะพิมพ์เงินธนบัตรชนิดฉบับราคา 10,000 เยนออกมาใช้หมุนเวียนมากขึ้น มีการเตรียมการพิมพ์เพิ่มเป็น 1.23 แสนล้านฉบับในปีงบประมาณ 2016 เป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นถึง 180 ล้านฉบับจากปีก่อน ทั้งนี้เมื่อสิ้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมาญี่ปุ่นมีธนบัตรเงินเยนชนิดราคา 10,000 เยนเพิ่มขึ้นถึง 6.9% ชนิด 5,000 เยนเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ขณะที่ชนิด 1,000 เยนเพิ่มขึ้น 1.9%
คนญี่ปุ่นยังคงเพิ่มความระมัดระวังการใช้จ่ายเงินมากขึ้น โดยส่งผลต่อกำลังซื้อที่หดตัวลงด้วยเพราะผลตอบแทนเงินฝากที่ติดลบ จึงนิยมที่จะเก็บเงินออมไว้ที่บ้านมากกว่า ในขณะที่จำนวนหนี้สินครัวเรือนของคนญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมหาศาลถึง 1,741 Quadrillion ( 1,741,000,000,000,000,000 ล้านเยน) ณ สิ้นปีที่ผ่านมา โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ นักเศรษฐศาสตร์ของไทยเชื่อว่า นโยบายผ่อนคลายทางการเงินแบบสุดโต่งนี้ นอกจากจะยังไม่ได้ช่วยให้ผู้ประกอบการโดยรวม (ลูกหนี้) ฟื้นตัวแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยตัวกลางทางการเงิน (ธนาคารพาณิชย์) แต่อย่างใด และยังเชื่อว่าในส่วนของผู้ฝากเงินไทยนั้นก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยยกตัวอย่างผู้ฝากเงินมักบ่นว่าดอกเบี้ยต่ำเหลือเกิน ทำให้รายได้ของผู้สูงอายุที่พึ่งพาดอกเบี้ยเป็นรายได้ประจำกังวลใจและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่วนผู้ที่ใกล้เกษียณอายุก็ต้องเร่งออมเงินมากขึ้นกว่าที่ตั้งใจไว้เดิม เพราะผลตอบแทนจากเงินออมลดลง เช่นหากคำนวณว่าต้องมีรายได้จากเงินออมหลังเกษียณเดือนละ 50,000 บาทนั้น เดิมทีอาจคิดว่าต้องมีเงินออม 10 ล้านบาท เพราะคาดหวังได้ว่าจะได้ผลตอบแทน 6% ต่อปี แต่ในปัจจุบันอาจหวังผลตอบแทนได้เพียง 3% ก็แปลว่าจะต้องออมเงินให้ได้ถึง 20 ล้านบาท จึงจะได้ผลตอบแทนรายเดือนที่เพียงพอใช้จ่าย
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นทะลุ 107 เยนต่อดอลลาร์ขณะนี้ เป็นการแข็งค่าขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะมีการแห่เข้าลงทุนในเงินเยน สวนทางนโยบายดอกเบี้ยที่ติดลบ ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการส่งออกของประเทศ จึงเป็นที่คาดว่าบีโอเจจะเข้าแทรกแซงครั้งใหญ่อีก หากว่าเงินเยนแข็งค่าแตะ 105 เยนต่อดอลลาร์ ก็จะเป็นการเทขายเงินเยนล็อตใหญ่และซื้อเงินดอลลาร์แทน ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดการเงินโลกปั่นป่วนเนื่องจากจะเป็นการไหลทะลักเข้าตลาดของเงินเยน โดยที่บรรดาธนาคารต่างๆ ทั้งจากสหรัฐ ยุโรป เอเชีย รวมทั้งในญี่ปุ่นเองยังคาดว่าเงินเยนจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยที่เจพี มอร์แกน คาดเงินเยนจะแข็งทะลุที่ 95 เยน แบงก์ออฟอเมริกาคาดที่ 105 เยน ด้านแบงก์ยุโรปโซซิเอเต้ เจนเนอราลคาดที่ 104 เยน โรยัลแบงก์ ออฟสก็อตแลนด์คาดไว้ที่ 105-110 ส่วนแบงก์ในเอเชีย อย่างเช่น แบงก์ออฟสิงคโปร์คาดที่ 100 เยน แม้แต่สถาบันการเงินญี่ปุ่นเช่น มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ-มอร์แกน สแตนเลย์คาดที่ 99 เยน ไดวาซีเคียวริตีส์คาดที่ 100 เยน และโนมูระคาดไว้ที่ 105 เยน ดังนั้นจึงต้องจับตาทิศทางของเงินเยนนับจากนี้ไป โดยเฉพาะในช่วงเดือนพ.ค.นี้ ซึ่งญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มประเทศจี-7 จะสามารถร่วมมือการรักษาเสถียรภาพการเงินโลกได้อย่างไร
โดยที่ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มจี-7 จะยังคงเป็นความเสี่ยงสูงต่อเศรษฐกิจ ของกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออก-แปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการประเมินล่าสุดของธนาคารโลกช่วงต้นสัปดาห์นี้ ชี้ว่ายังคงฟื้นตัวท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ท้าทายในช่วงปี 2016-2018 ยังขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น ประเทศต่างๆ จึงควรจัดลำดับความสำคัญของนโยบายด้านการเงินและการคลังที่จะช่วยลดความเปราะบาง และสร้างความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการปฏิรูปด้านโครงสร้างให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยหากไม่นับรวมจีน ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเล็กน้อยที่ 4.8% ในปี 2016 และ 4.9% ในช่วงปี 2017-2018 แต่ถ้ารวมถึงจีนแล้ว คาดว่าการเติบโตจะชะลอตัวลงเล็กน้อยเหลือ 6.3% ในปี 2016 และ 6.2% ในช่วงปี 2017-2018 ซึ่งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของจีนแม้จะเปลี่ยนไปสู่การเติบโตที่ชะลอตัวลง แต่ยั่งยืนมากขึ้น ทั้งนี้คาดว่าจีนจะเติบโตที่ 6.7% ในปี 2016 และ 6.5% ในปี 2017 สำหรับไทยนั้นคาดว่าจะเติบโตที่ 2.5%, 2.6% และ 3% ในปี 2016, 2017 และ 2018 ตามลำดับ






