เพื่อถกแถลงร่วมมือกัน ‘ทุกประเด็น’
นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงของจีน เชิญผู้นำ 5 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างไปประชุมกันเพื่อออก “แถลงการณ์ซานย่า” (เมืองชายทะเลที่ไหหลำ) ตอกย้ำความร่วมมือในการบริหารน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอย่างอื่น ถือเป็นครั้งแรกที่ปักกิ่งยื่นมือมาให้ประเทศไทย พม่า เวียดนาม กัมพูชาและลาวในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง “แม่น้ำล้านช้าง” (ชื่อแม่น้ำโขงในส่วนของจีน) กับ“แม่น้ำแม่โขง” อย่างเป็นกิจจะลักษณะ
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันรัฐบาลจีนปล่อยน้ำจากเขื่อน “จิ่งหง” อ้างว่าเพื่อช่วยวิกฤติภัยแล้งในห้าประเทศลุ่มน้ำโขงทางใต้ซึ่งเป็นข่าวใหญ่พอสมควร มีการตั้งประเด็นเรื่องจีน กับการสร้างเขื่อนทางบนของแม่น้ำโขง และปัญหาที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของคนและสัตว์น้ำสองฝั่งลุ่มน้ำโขงข้างล่าง
น่าสังเกตว่าแม่น้ำโขงได้กลายเป็นประเด็นของการแก่งแย่งอิทธิพลระหว่างจีน ญี่ปุ่นและสหรัฐไม่น้อยทีเดียว
เมื่อเร็ว ๆ นี้จีนก็มีกิจกรรมด้านนี้ที่น่าสนใจยิ่ง
คุณจางจิ่วหวน เคยเป็นเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย พูดภาษาไทยคล่องแคล่ว และเคยมาออกมาอากาศในรายการ “จับชีพจรโลก” กับผมพร้อมทูตสหรัฐและอังกฤษสมัยนั้น เพื่อสนทนากันเป็นภาษาไทยให้คนไทยได้ฟัง คราวนั้นตื่นตาตื่นใจพอสมควร
นักการทูตผู้มีประสบการณ์ช่ำชองเช่นนี้ย่อมไม่หายหน้าหายตาไปพร้อมกับการเกษียณ วันนี้ท่านจึงกลับมามีบทบาทสำคัญของจีนในเรื่องลุ่มแม่น้ำโขงที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
เมื่อเร็ว ๆ นี้รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนามและจีนพบปะกันที่เมืองจิ่งหง ของมณฑลยูนนานเพื่อเปิดตัวโครงการร่วมมือครั้งใหม่ระหว่างจีนกับประเทศลุ่มน้ำแม่โขงที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า
Mekong-Lancang Cooperation Mechanism หรือ “กลไกความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง”
คำว่า “ล้านช้าง” เป็นชื่อที่จีนเรียกแม่น้ำโขง
ทำไมจีนไม่เปลี่ยนมาเรียก “แม่น้ำโขง” เหมือนเพื่อนบ้านคนอื่นเขาคงเป็นคำถามที่ควรจะเสวนากัน เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศทั้ง 6 ประเทศเจอกันครั้งนี้
คุณจางจิ่วหวน มีตำแหน่งเป็นรองประธานสมาคมการทูตสาธารณะจีน ชื่อภาษาอังกฤษก็น่าสนใจ เรียกว่า China Public Diplomacy Association ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐบาลจีนที่เล่นบทบาท ขยายผลจากกระทรวงต่างประเทศของจีน เพื่อความคล่องตัวและเชื่อมโยงเรื่องอะไรที่รัฐบาลไม่ออกมาเล่นโดยตรง
คุณจางบอกนักข่าวว่าความริเริ่มใหม่ ที่จีนชักชวนประเทศลุ่มแม่น้ำโขงมาร่วมนั้น จะมีความแตกต่างไปจากความร่วมมืออื่น ๆ ที่ประเทศลุ่มน้ำโขงมีอยู่แล้วตรงที่ว่าที่ผ่านมาเน้นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ “กลไก” ใหม่ที่จีนเสนอนี้จะเสนอความร่วมมือ “ทุก ๆ ด้าน”
แปลว่ากลไกใหม่นี้จีนเสนอให้ทำทั้งเรื่องการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม
น่าสนใจว่าหากกลไกใหม่พร้อมจะคุยทุกเรื่อง ก็แปลว่าจีนพร้อมจะฟังความเห็นจากประเทศอื่น ๆ ในบริเวณลุ่มน้ำโขงว่าด้วยทุกหัวข้อที่เป็นปัญหาใช่หรือไม่?
เช่นถ้าบางประเทศเสนอว่าที่จีนสร้างเขื่อนในส่วนของแม่น้ำล้านช้างส่วนบน ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จีนจะฟังหรือไม่?
ท่านทูตจางบอกว่า “เราพร้อมจะร่วมกันปรึกษาหารือทุกเรื่อง”
ที่ผ่านมา ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างได้ยกประเด็นเรื่องจีนสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนบน (แผนจะสร้าง 8 เขื่อน ถึงวันนี้สร้างไปแล้ว 5 เขื่อน) แต่ทุกครั้งที่มีการยกคำถามนี้ขึ้นมาในเวทีต่าง ๆ จีนจะถือว่าเป็นเรื่องภายในของจีน ไม่ยอมมาร่วมถกแถลงเรื่องนี้สักเท่าไหร่
แต่หากกลไกใหม่ที่จีนเสนอนี้พร้อมจะฟังทุกเรื่องที่ประเทศสมาชิกนำเสนอ ก็น่าจะแปลว่าจีนกำลังปรับท่าทีทางการทูตกับประเทศแถบนี้อย่างมีนัยสำคัญ
หรือเพราะผู้นำจีนต้องการจะผลักดันเรื่องที่ใหญ่กว่ามากคือ “เส้นทางสายไหมทางทะเลศตวรรษที่ 21” จึงพร้อมจะปรับแนวทางการคบหากับประเทศลุ่มแม่น้ำโขง
อีกทั้งค่อนข้างจะชัดเจนว่า ที่จีนเสนอตั้งกลุ่มใหม่กับประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างนั้น ก็เพื่อจะคานอำนาจและอิทธิพลของสหรัฐและญี่ปุ่น ที่เป็นหลักสำคัญของกลไกเดิมเช่น GMS (Greater Mekong Sub-Region) เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และ MRC (Mekong River Commission) เพื่อการบริหารน้ำ และ ACMECS (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy) สำหรับห้าประเทศริมน้ำโขง แต่ไม่มีจีนเข้าร่วมด้วย
กลไกเดิมทั้งหมดมีสหรัฐ ญี่ปุ่นและธนาคารพัฒนาเอเซีย (ADB) เป็นผู้หนุนหลังหลัก ดังนั้นจีนจึงต้องสร้างกลไกใหม่เพื่อจะได้ยื่นมือเข้ามาสร้างความร่วมมือรูปแบบใหม่กับประเทศในแถบนี้เพื่อไม่ให้ตนเอง “ตกขบวน” ในการทูตยุคใหม่เช่นกัน
ว่ากันว่าแนวคิดกลไกใหม่ที่ให้จีนเข้ามามีบทบาทนั้น เดิมทีรัฐบาลไทยยุคก่อนเคยเสนอกับนายกฯ หลี่เค่อเฉียง ของจีนเมื่อคราวมาเยือนไทย จากนั้นปักกิ่งก็รับลูกสานต่อ จนกลายเป็นการประชุมที่จิ่งหงครั้งแรกเพื่อทำให้เกิดเป็นความจริงในเร็ววัน
หากเกิดได้จริง และจีนพร้อมจะฟังประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างใน “ทุกประเด็น” ก็น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ความจริงใจและจริงจังของผู้นำจีนยุคนี้
เราเห็นญี่ปุ่นเชิญผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงไปตั้งวงใหญ่ที่โตเกียวมาแล้ว เราเห็นสหรัฐเล่นบทคึกคักในแถบนี้มาหลายรอบ
ถึงคราวจีนต้องแสดงความเป็น “หุ้นส่วน” สำคัญที่จะเปิดกว้างและรับฟังทุกฝ่าย เพื่อสานประโยชน์ของประชาชนริมโขง ในภูมิภาคนี้อย่างคึกคักจริงจังแล้ว






