วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รับมือเศรษฐกิจโลกซบยาว

สัปดาห์นี้มีการประชุม ของสถาบันระดับโลก

อย่างธนาคารโลก กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ โดยในส่วนของธนาคารโลก ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ ของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิก ว่าจะขยายตัว 6.3% ปีนี้ และ 6.2% ปีหน้า ลดลง 0.1% จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นผลจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ซึ่งอาจส่งกระทบต่อภูมิภาคนี้ไปถึงปี 2561 เป็นอย่างน้อย

ปัจจัยเสี่ยงสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิก ยังรวมถึงการฟื้นตัวที่อ่อนแอกว่าคาดการณ์ของประเทศรายได้สูง และความผันผวนมากขึ้นในตลาดเงิน ซึ่งอาจทำให้เงื่อนไขการเงินตึงตัวขึ้น และส่งผลแง่ลบต่อเศรษฐกิจ นอกจากนั้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ดำดิ่งยังมีผลกระทบแง่ลบต่อประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ ในภาพรวมอาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ผันผวนอย่างมาก และเป็นเวลาที่ทุกประเทศต้องระมัดระวัง

ประเทศต่างๆ ควรเสริมสร้างฐานะการคลังไว้รับมือ กรณีที่อาจเกิดภาวะช็อกขึ้นในอนาคต รวมถึงใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่นเพื่อเปิดทางสำหรับการปรับตัวกรณีเกิดภาวะช็อก และผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ขณะที่การใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบของธนาคารกลางบางประเทศ จะช่วยเป็นแรงหนุนทางการเงินและผ่อนคลายเงื่อนไขการกู้ยืม แต่ก็มีข้อจำกัดเช่นกันในเรื่องประสิทธิภาพ เพราะหากใช้ดอกเบี้ยติดลบเป็นเวลานาน การชำระเงินด้วยสดจะเพิ่มขึ้น อันจะบั่นทอนประสิทธิภาพของนโยบาย

นอกจากธนาคารโลกแล้ว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ก็ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ลงเหลือ 3.2% จากคาดการณ์เดิมเดือนมกราคมที่ 3.4% คาดการณ์ล่าสุดระบุถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ผลกระทบจากราคาน้ำมันดำดิ่งที่มีต่อตลาดเกิดใหม่อย่างบราซิล ทั้งยังชี้ถึงความอ่อนแอทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐ โดยผลกระทบจากภาวะการเติบโตที่ซบเซานานหลายปี อาจทำให้อุปสงค์อ่อนแอ แรงงานมีจำนวนน้อย ผลผลิตลดลง อันก่อให้เกิดแนวโน้มของเศรษฐกิจเสื่อมถอยหรือชะงักงันในระยะยาว

นอกจากนั้น ความเสี่ยงทางการเงินและการเมืองทั่วโลก ตั้งแต่ความผันผวนในตลาดเงินไปจนถึงความขัดแย้งในซีเรีย และภาวะโลกร้อน ยังทำให้เศรษฐกิจเปราะบางมากขึ้นที่จะตกสู่ภาวะถดถอย สำหรับภัยคุกคามการเติบโตของปีนี้ คือความผันผวนอย่างหนักในตลาดการเงินโลก เพราะบั่นทอนความเชื่อมั่นและอุปสงค์ โดยตั้งแต่กลางปีที่แล้วโลกเผชิญความปั่นป่วนทางการเงิน 2 ระลอก อันส่งผลให้กระแสทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้น ประกอบกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซบเซาต่อเนื่อง

สภาพการณ์ที่แนวโน้มการเติบโตของทั่วโลก ไม่สดใสมากนัก ทำให้ทุกประเทศรวมถึงไทยต้องระมัดระวัง และประคองการเติบโตให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมั่นคง รวมถึงจัดทำแผนการเพื่อรองรับยามเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้