การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้
สร้างความประหลาดใจให้กับบรรดานักวิเคราะห์หลายสำนัก เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยยังคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.50% ในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองว่าอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อดูแลภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว แม้ว่ากนง.จะมองว่ายังมีความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำยาวนาน แต่ก็เห็นว่ายังช่องว่างสำหรับการรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
หากให้คาดเดาการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในครั้งนี้ ก็เนื่องมาจากการร้องขอของรัฐบาลหรืออาจเป็นแรงกดดันจากธปท.เอง เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากก่อนหน้านี้รัฐบาลพยายามอัดฉีดมาตรการทางการคลังไปหลายมาตรการ แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ฟื้นตัว หรืออาจกระเตื้องขึ้นมาก็เป็นครั้งคราวเมื่อมีมาตรการออกมาเท่านั้น แต่เมื่อหมดผลของมาตรการ ภาวะเศรษฐกิจไทยก็ยังคงเหมือนเดิม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นภาวะเดียวกับหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังประสบปัญหากันอยู่ในขณะนี้
หากจะเปรียบเทียบกับหลายประเทศทั่วโลกที่เริ่มใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบกันมานานหลายปี ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวและยังมีแนวโน้มว่าจะเกิดภาวะชะลอตัวในหลายประเทศ ทั้งยุโรปและจีน ซึ่งนั่นอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปมากยิ่งขึ้น และยิ่งใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบนานมากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลกระทบในระยะยาวมากขึ้น ดังล่าสุดมีรายงานว่าธนาคารพาณิชย์หลายแห่งในยุโรปได้รับผลกระทบจากนโยบายดอกเบี้ยติดลบ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นผลกระทบเชิงโครงสร้างที่เริ่มเกิดขึ้น
สำหรับสถานการณ์ของไทยยังมีความแตกต่างกันพอสมควร อย่างน้อยเราก็ยังไม่ได้ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ เพื่อกระตุ้นให้คนใช้จ่ายเงินเหมือนกับหลายประเทศ แต่หากพิจารณาตามเหตุผลของกนง.ที่ระบุว่าดอกเบี้ยของไทยอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายมาค่อนข้างนาน แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งอาจเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ลำพังการกระตุ้นจากภายในประเทศอาจไม่เพียงพอในการกระตุ้นให้กลับมาขยายตัวได้เช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม หากติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ที่หลายประเทศใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบกันมานาน และยังไม่สามารถทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่น่าพอใจได้ และยังไม่มีใครประเมินว่านโยบายดอกเบี้ยติดลบที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไร รวมถึงมาตรการผ่อนคลายเงินปริมาณหรือคิวอีของประเทศอุตสาหกรรมของโลก ซึ่งก็เท่ากับว่าเศรษฐกิจโลกจะอยู่กับยุคดอกเบี้ยต่ำไปอีกนาน จากปริมาณเงินล้นโลกและมีความเสี่ยงฟองสบู่ในสินทรัพย์บางประเภท
เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ แม้ยังไม่ถึงกับย่ำแย่เหมือนกับหลายๆประเทศ โดยในปีนี้ทั้งนักวิเคราะห์และนักธุรกิจคาดหวังอย่างมากจากการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐและการท่องเที่ยว จะช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปได้ แม้จะอยู่ในระดับต่ำ แต่คำถามก็คือการลงทุนภาครัฐและมาตรการกระตุ้นต่างๆจะเพียงพอหรือไม่ในการประคับประคองเศรษฐกิจที่มีฐานส่วนใหญ่จากการส่งออก เพราะตราบใดที่ภาคส่งออกไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนก็เป็นเรื่องยากที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนได้
ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลอาจต้องประเมินว่าต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตด้วยตัวเลขมากน้อยแค่ไหน หรืออาจพอใจกับการประคับประคองให้อยู่ต่อไปอย่างรับสภาพกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะหากยิ่งปล่อยกันจนหมดกระสุนในยามเมื่อเกิดปัญหาใหญ่จริงๆอาจจะไม่มาตรการที่เพียงพอในการรับมือ เราเชื่อว่าหากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยิ่งยืดเยื้อนาน คนไทยอาจได้เห็นนโยบายดอกเบี้ยติดลบก็เป็นได้






