ผมเคยใช้พื้นที่ในคอลัมน์จับกระแส เขียนถึงองค์ประกอบ
ที่จะสนับสนุนให้ “ธุรกิจ Startup” ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งนอกจากเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนเพื่อช่วยต่อยอดงานวิจัยไปสู่การตลาดในเชิงพาณิชย์ ยังต้องมีองค์ประกอบที่เรียกว่า “Startup Ecosystem”หรือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเกิดขึ้นของธุรกิจ
นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่รัฐบาลนี้มีความคิดริเริ่มที่จะสนับสนุนธุรกิจ Startup ให้เติบโตในประเทศ เพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าในหลายประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ใต้หวัน ฯลฯ ธุรกิจ Startup เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้เข้าประเทศมหาศาล ช่วยเพิ่มการจ้างงานและสร้างการพัฒนาที่ต่อยอดเชื่อมโยงไปมากมายหลายสาขา ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งสำคัญลำดับแรกๆ ที่จะส่งเสริมความสำเร็จของธุรกิจ Startup ในประเทศใดประเทศหนึ่งนั่นก็คือนโยบายภาครัฐที่จะให้การสนับสนุนเพื่อส่งเสริมให้การพัฒนาธุรกิจ Startup สอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน
ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ (คพน.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประชุมได้มีการเห็นชอบวิสัยทัศน์สำหรับธุรกิจ Startup ของประเทศไทย ได้แก่ “วิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) จะเป็นนักรบทางเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Warrior) และประเทศไทยจะเป็นพื้นที่เปิด สำหรับการเติบโตของอาเซียน” โดยวิสัยทัศน์ดังกล่าว นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ประกาศด้วยตนเองในพิธีเปิดของงาน “Startup Thailand 2016” เพื่อแสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation Economy) โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย. -1พ.ค.ที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ บอกเล่าว่างาน Startup Thailand 2016 นับว่าเป็นงานเกี่ยวกับธุรกิจ Startup ที่ใหญ่ที่สุดที่ประเทศไทยเคยจัดขึ้น โดยความร่วมมือของรัฐและเอกชน ที่ต้องการส่งเสริม สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ประกอบการธุรกิจรุ่นใหม่ โดยการระดมผู้ประกอบการรายใหม่ (Startup) ของประเทศและต่างประเทศให้มารวมตัวกัน เปิดโอกาสให้พบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการสร้าง Startup ในระดับนานาชาติ เพื่อให้พวกเขาสามารถเพิ่มศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างตลาดใหม่ (Scalable) รวมทั้งสามารถสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด (High growth) โดยภายในงานจะมีเวทีที่เรียกว่า “Pitching” หรือการนำเสนอแผนธุรกิจในระยะเวลาจำกัด โดย เพื่อให้กลุ่มนักลงทุนที่พร้อมให้การสนับสนุนทางการเงิน (Angle Fund) ที่เข้าร่วมเพื่อพิจารณาสนับสนุนโครงการของ Startup ที่มีความเป็นได้ที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์
รมว.วิทยาศาสตร์ยังบอกด้วยว่าหลังงานนี้จบลงจะมีการเปิดพื้นที่สาธารณะให้เหล่าบรรดาผู้ประกอบกา Startup ได้รวมตัวกันทำงาน เหมือนกับที่ในต่างประเทศมี Startup Public Space สำหรับทำงาน แชร์ไอเดียร์ และพบปะกันระหว่างนักธุรกิจกับนักลงทุน โดยใน กทม.จะเปิดที่สยามสแควร์ และที่เชียงใหม่จะเปิดบนถนนนิมมานฯ จากนั้นจะขยายไปย่านใจกลางเมืองในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ
กล่าวได้ว่าประเทศไทยมีความชัดเจนเรื่องนโยบายสนับสนุน Startup ที่ชัดเจนขึ้น มีวิสัยทัศน์ที่เตรียมจะประกาศโดยนายกรัฐมนตรี และมีความพยายามจากาภาครัฐในการส่งเสริมธุรกิจ Startup ที่สำคัญก็คือในขั้นตอนการขับเคลื่อนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นคำตอบในท้ายที่สุดว่า Startup Thailand จะถึงฝั่งฝันในเวทีโลกหรือไม่









